Untitled Document


      
รับออกแบบเว็บไซต์ โดย บริษัท ไอซี ไอเดีย จำกัด พากิน พาเที่ยว ทั่วไทย หูฟัง Headphone



ล๊อคอินเข้าบอร์ดไม่ได้เพราะถูกแบน กรุณาติดต่อ admin ส่งเมล์มาที่ avseq01.dat@gmail.com
หน้า 2 จากทั้งหมด 7 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 1234 ... หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
สรุปผลการค้นหา 26 ถึง 50 จากทั้งหมด 155
  1. #26

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ขอบคุณครับพี่pc สำหรับ รีวิวเพลงดีๆ
    EVERY ONE CALL ME "MR.I"

  2. #27

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    เอ่อ พี่ๆครับ พวกอัลบั้มที่แนะนำกันมานี่หาซื้อได้ที่ไหนมั่งอ่ะครับ พอดีอ่านจากที่พี่ๆบรรยายแล้วอยากฟังเลยครับ

    อยากลองฟังเพลงแนวอื่นที่ยังไม่เคยฟังมั่งอ่ะครับ บางแผ่นก้ไม่เคยเห็นเลยครับ

  3. #28

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    เยี่ยมค่ะ พี่ pc ศิลปินพวกนี้บางทีก็ชอบใช้นามแฝง ออกงานที่คนละแนวกับวงของตัวเอง บางทีออกมาแค่ single เดียวก็หายไปเลย กลายเป็นของหายากไป

    ตอบคุณ yoohoo นะคะ ส่วนใหญ่สั่งเอาจาก amazon ในแต่ละประเทศค่ะ หรือไม่ก็ตาม store ที่ขายเฉพาะ หรือสั่งไปที่ต้นสังกัดเลยค่ะ แต่ถ้าเลวร้ายจริงๆก็สั่งไปที่ตัวศิลปิน
    เพราะว่าบางทีพวกเขาไม่ได้อยู่ค่ายใหญ่ก็มีค่ะ ทำเองขายเองก็มี
    Portable>iPod 120 GB

  4. #29

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ GhostBox
    ตอบคุณ yoohoo นะคะ ส่วนใหญ่สั่งเอาจาก amazon ในแต่ละประเทศค่ะ หรือไม่ก็ตาม store ที่ขายเฉพาะ หรือสั่งไปที่ต้นสังกัดเลยค่ะ แต่ถ้าเลวร้ายจริงๆก็สั่งไปที่ตัวศิลปิน
    เพราะว่าบางทีพวกเขาไม่ได้อยู่ค่ายใหญ่ก็มีค่ะ ทำเองขายเองก็มี
    แล้วในไทยนี่พอจะหาได้มั้ยครับ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็คงต้องสั่งอ่ะครับ

  5. #30

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ yoohoo
    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ GhostBox
    ตอบคุณ yoohoo นะคะ ส่วนใหญ่สั่งเอาจาก amazon ในแต่ละประเทศค่ะ หรือไม่ก็ตาม store ที่ขายเฉพาะ หรือสั่งไปที่ต้นสังกัดเลยค่ะ แต่ถ้าเลวร้ายจริงๆก็สั่งไปที่ตัวศิลปิน
    เพราะว่าบางทีพวกเขาไม่ได้อยู่ค่ายใหญ่ก็มีค่ะ ทำเองขายเองก็มี
    แล้วในไทยนี่พอจะหาได้มั้ยครับ แต่ถ้าไม่ได้จริงๆก็คงต้องสั่งอ่ะครับ
    หาได้บางวงค่ะ แต่เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นวงใหญ่ๆหรือดังๆค่ะ ค่ายในไทยเค้าถึงจะปั๊มหรืออิมพอร์ตเข้ามาเอง
    Portable>iPod 120 GB

  6. #31

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ GhostBox
    หาได้บางวงค่ะ แต่เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นวงใหญ่ๆหรือดังๆค่ะ ค่ายในไทยเค้าถึงจะปั๊มหรืออิมพอร์ตเข้ามาเอง
    อ๋อ ครับ งั้นก็อาจจะต้องสั่ง เพราะบางทีวงใหญ่ๆก็เคยฟังแล้ว อยากลองฟังอะไรที่มันแปลกๆไปบ้างอ่ะครับ
    แล้วถ้าร้านในไทยที่ขายนี่พอมีที่ไหนมั้ยครับ นอกจากพวก b2s cd warehouse อ่ะครับ

  7. #32

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ yoohoo
    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ GhostBox
    หาได้บางวงค่ะ แต่เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นวงใหญ่ๆหรือดังๆค่ะ ค่ายในไทยเค้าถึงจะปั๊มหรืออิมพอร์ตเข้ามาเอง
    อ๋อ ครับ งั้นก็อาจจะต้องสั่ง เพราะบางทีวงใหญ่ๆก็เคยฟังแล้ว อยากลองฟังอะไรที่มันแปลกๆไปบ้างอ่ะครับ
    แล้วถ้าร้านในไทยที่ขายนี่พอมีที่ไหนมั้ยครับ นอกจากพวก b2s cd warehouse อ่ะครับ
    ลองดู Gramophone ที่ paragon นะคะ
    Portable>iPod 120 GB

  8. #33

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ขอบคุณทุกคนสำหรับรีวิวเพลงดีๆ ครับผม

    มาตามอ่าน
    Sources: WEISS MAN301 Golden DAC+Antelope ISOCHRONE OCX Clock Cans: L3K[T372/500], STAX SR-009 IEMs: UE11, JH 13 Pro, JH16, UM Sukii
    Amps: Woo Audio WES Maxxest, Minute Legacy SPKs: M&K Sound S300-S150-IW 95s, Maggies 1.7 Sub: JL F-212
    Home Theater: HTPC, Theta Casablanca III HD+Dreadnaught III, Anthem AVM60+Anthem MCA525, Parasound HALO A21
    Projector JVC X9000B Screen: 128" DNP Supernova Core II Blog: http://omonemocommon.blogspot.com/

  9. #34

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    มีเพลงเมะ แนะนำมั้ยคับ - -'

    ฟังของเก่ามา 4-5 ปี แล้ว อยากลองอะไรใหม่ๆ
    เอาเสียงเด็กๆ อุยุ เอาะเยาะ อ่้ะคับ

    อ่าาา ถ้านึกไม่ออก เอานี่ไปฟังดู เผื่อจะนึกออก อิอิ
    http://www.mediafire.com/?gdyg1zbggk1
    MY RIG: iPod Classic 160GB + UE10pro+UM2<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...M2-userbar.gif<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...10pro-user.gif<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...D2000-user.gif<br />Recently added to Library<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...e/Albums04.jpg<br />พอแล้วจริงๆจ้ะ

  10. #35

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ขอบพระคุณทุกๆท่านเป็นอย่างยิ่งเลยครับที่กรุณาสละเวลาอ่าน ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งเลยครับถ้าสิ่งที่ผมเขียนสามารถกระตุ้นให้ทุกท่านเกิดความสนใจในดนตรีเหล่านั้น ถ้าเพื่อนท่านใดลองคลิ๊กเข้าไปฟังเพลงใน MySpace ของพวกเขาดู ก็จะทราบได้ทันทีครับว่าทุกอย่างที่ผมเขียนยังไม่สามารถให้ความเป็นธรรมได้ดีพอสมกับเสียงที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมาเลยครับ

    และก็ต้องขอขอบคุณ คุณ GhostBox เป็นอย่างยิ่งเลยครับที่ช่วยเข้ามาตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการสั่งซื้อ ถ้าต้องการจะสั่งซื้อโดยตรง ใน MySpace ของศิลปินเหล่านั้นก็มักจะมีลิ้งค์ที่ผู้ฟังสามารถคลิ๊กเข้าไปในเว็บไซท์ของพวกเขา หรือไม่ก็คลิ๊กไปสั่งซื้อกับต้นสังกัดของพวกเขาได้เลยครับ น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีบัตรเครดิต ซีดีที่เคยซื้อก็ซื้อเฉพาะเท่าที่มีวางจำหน่ายตามร้านในกรุงเทพเท่านั้น ผมเองก็เข้ากรุงเทพไม่บ่อยนัก ไม่ค่อยจะรู้เหมือนกันว่าสามารถสั่งซื้อกับทางร้านได้ที่ไหนบ้าง ข้อมูลเกี่ยวกับการสั่งซื้อที่คุณ GhostBox เข้ามาช่วยตอบจึงมีประโยชน์มากเลยครับ ส่วนใหญ่ตอนนี้ผมก็ทำความรู้จักกับดนตรีใหม่ๆเอาจากอินเทอร์เน็ตตามประสาคนอยู่ต่างจังหวัดน่ะครับ

    ผมค่อนข้างจะเชื่ออย่างเดียวกับที่คุณ poko ได้เขียนเอาไว้ในกระทู้แนะนำเพลงของเขานะครับ ที่ว่า ความสุขของนักฟังเพลงอยู่ที่การได้ฟังเพลงเยอะๆ ได้ต่อยอดไปเรือยๆ ได้ทำความรู้จักกับเสียงแปลกๆใหม่ๆที่เรายังไม่คุ้นเคย เมื่อยิ่งค้นพบก็ยิ่งเจอ ยิ่งฟัง ยิ่งรู้จักมาก และยิ่งมีความสุข แม้ว่าดนตรีของศิลปินบางกลุ่มอาจจะยังไม่มีวางจำหน่าย แต่เราก็ไม่ควรจะปล่อยให้สิ่งนั้นกลายมาเป็นข้อจำกัดต่อการทำความรู้จักกับดนตรีใหม่ๆไม่ใช่หรือครับ ยิ่งในเวลานี้ เรามีเทคโนโลยีที่อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่งสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งที่มาของดนตรีดีๆ ระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในศูนย์กลางของอารยธรรมดนตรีอย่างลอนดอน แมนเชสเตอร์ หรือ นิวยอร์ค กับผู้ที่อยู่ไกลออกไปอย่างผมและทุกๆท่านที่นี่

    เราอาจจะยังไม่สามารถซื้อหาซีดีเหล่านั้นได้สะดวกเหมือนคนที่อยู่ในนิวยอร์คหรือลอนดอน แต่อย่างน้อย เราก็สามารถสัมผัสกับประสพการณ์ดนตรีโดยตรงด้วยการคลิ๊กเข้าไปฟังตามเว็บไซท์ที่ศิลปินเหล่านั้นใช้นำเสนอผลงานของพวกเขา หรือบางที ก่อนที่จะเข้าไปเช็คในเว็บไซท์ของพวกเขา ผมก็อาจจะรู้จักกับดนตรีของพวกเขาผ่านทางรายการตามสถานีวิทยุออนไลน์ที่ผู้จัดรายการจะนำวงดนตรีหน้าใหม่ๆมานำเสนออยู่เสมอ ส่วนใหญ่แล้วผมก็มักได้เจอกับวงดนตรีที่ถูกใจจากรายการตามสถานีสาธารณะอย่าง BBC, Resonance FM หรือ NPR บ่อยกว่าที่ได้เจอจากสถานีเชิงพานิชย์อื่นๆ เสียงที่ออกมาจากลำโพงคอมพ์อาจจะยังออกมาไม่ครบถ้วนเท่ากับการได้ฟังจากซีดี แต่อย่างน้อยมันก็เป็นโอกาสให้ผู้ฟังได้ทดลองฟังก่อนที่จะตัดสินว่าชอบเสียงในแบบที่ได้ยินหรือไม่ (ต่างกับเมื่อสมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาเมื่อยี่สิบปีก่อน เวลาอ่านรีวิวเพลงตามนิตยสารดนตรี สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือจินตนาการถึงเสียงดนตรีเอาจากตัวหนังสือที่อ่าน ก่อนจะได้รู้หลังจากที่ซื้อเทปมาฟังในเวลาต่อมาว่า เสียงดนตรีจริงๆที่ฟังจากเทปกับเสียงในจินตนาการมันต่างกันลิบลับเลยครับ)

    อย่างที่คุณ poko ว่าเอาไว้น่ะครับว่าคุณค่าของดนตรีบางทีก็อยู่ที่ตัวเพลงมากกว่า และการได้ฟังเพลงก็คือการเข้าถึงประสพการณ์การดนตรีโดยตรงมากกว่าการได้ครอบครอง ผมไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรจะสนับสนุนศิลปินด้วยการซื้อหาซีดีของพวกเขานะครับ เพราะอย่างไรเสีย เราก็ควรให้การสนับสนุนศิลปินสมกับที่ดนตรีของพวกเขาสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นจินตนาการทางเสียงให้กับเรา ก็อย่างที่ได้เรียนให้ทราบล่ะครับว่า ถ้าผมทำได้ ผมก็ทำไปแล้ว แต่ถ้าเรายังทำไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีสิทธิ์จะทำความรู้จักกับดนตรีของพวกเขาใช่ไหมครับ ในขณะที่ในโลกนี้ยังมีดนตรีอีกมากมายที่ควรจะได้เป็นที่รับรู้ และตัวศิลปินเหล่านั้นก็ต้องการให้ผลงานของพวกเขาได้รับการเผยแพร่เช่นเดียวกัน ผมอาจจะแค่รู้จักและซาบซึ้งกับดนตรีของพวกเขา แต่ก็ยังไม่สามารถให้การสนับสนุนผลงานของพวกเขาได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ก็คือเผยแพร่ให้ผลงานของพวกเขาเป็นที่รู้จักให้มากทีสุด ถึงแม้ผมจะไม่มีปัญญาสนับสนุนผลงานของพวกเขาได้โดยตรง แต่คนอื่นๆที่ได้ฟังอาจจะมี ถ้าเราต่างจำกัดตัวเองอยู่เฉพาะแค่งานดนตรีที่สามารถหาฟังได้ทั่วไปเท่านั้น ผลงานของพวกเขาก็จะยังคงไม่เป็นที่รู้จัก และมันก็จะยังคงเป็นของหายากอยู่อย่างนั้นไปเรื่อยๆ ถ้าดนตรีของพวกเขาดีกันจริงๆ มันก็ควรจะมีช่องทางไว้เพื่อให้ทุกๆคนได้มีโอกาสเข้าถึง ไม่ใช่แค่เฉพาะอภิสิทธิ์ชนเพียงไม่กี่คน ใช่ไหมครับ
    I&#39;m a proud snob

  11. #36

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Chicha Libre
    http://www.myspace.com/chichalibre

    ผมไปอ่านเจอรีวิวของ Chicha Libre เข้าโดยบังเอิญจากเว็บไซท์ของ The Village Voice ครับ จากนั้นก็ลองเข้าไปฟังเพลงใน MySpace ของพวกเขา ดนตรีของ Chicha Libre มีเอกลักษณ์น่าสนใจก็ตรงที่ เป็นดนตรีละตินที่ร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส และภาคดนตรีก็หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายแบบไซคีเดลลิค ผมคลิ๊กเข้าไปฟังได้สักพัก ก็มารู้สึกสะดุดหูเอากับเพลงๆหนึ่งที่ชื่อ "Indian Summer" หลังจากที่ได้ฟังเสียงร้องในท่อนแรก ผมก็จำได้ทันทีว่าเคยได้ยินทำนองเดียวกันนี้จากภาพยนตร์ฝรั่งเศสเรื่อง L&#39;Ete meurtrier หรือ One Deadly Summer (1983, Jean Becker ) ที่นำแสดงโดย Isabella Adjani ถ้าผมจำชื่อเรื่องไม่ผิดนะครับ เพลงนี้จะขึ้นมาในฉากที่ Adjani กับพระเอกเต้นรำคู่กันอย่างช้าๆในบาร์ท้องถิ่น บนเวทีจะมีวงร็อคเล่นเพลงนี้ โดยเวอร์ชั่นในหนังเรื่องนี้จะเป็นภาคดนตรีล้วนๆที่มีเสียงออร์แกนไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนท่วงทำนอง โดยจะเล่นช้ากว่าเวอร์ชั่นของ Chicha Libre ลงมาอีกนิด เป็นท่วงทำนองอันแสนไพเราะ ที่พอฟังแล้วก็จะลืมได้ยากครับ ถ้าเพื่อนๆลองคลิ๊กเข้าไปฟังเพลงนี้ดู ผมค่อนข้างจะเชื่อนะครับว่าหลายท่านคงจะเห็นด้วยกับผม

    ทั้งๆที่ผมจำเพลงนี้ได้ตลอด และก็รู้ชื่อหนังด้วย แต่พอพยายามค้นหาชื่อเพลง กลับหาไม่เจอเลย ไม่มีแม้แต่ใน IMDB จนผมได้มาฟัง Chicha Libre นี่แหละครับ ถึงได้รู้ชื่อเพลง แต่พอลองคีย์ชื่อเพลงนี้ลงใน YouTube กลับได้ลิสต์ของเพลงแจ๊ซในชื่อเดียวกันมาให้แทน พอลองไปค้นดูจากชื่อหนัง หวังว่าอาจจะมีใครนำคลิพฉากในบาร์นั่นมาโพสต์ในเว็บ ก็ไม่มีให้ดูอีก ตอนนี้ผมก็เลยมีแต่ ในเวอร์ชั่นของ Chicha Libre ให้ฟังอยู่แค่เวอร์ชั่นเดียว ซึ่งผมก็คิดว่าพวกเขาทำดนตรีออกมาได้เยี่ยมทีเดียวครับ โดยที่กลิ่นอายจะหนักไปทางดนตรีละติน เพราะชื่อวงก็บอกอยู่แล้วน่ะครับว่าเป็นดนตรีแนว Chicha

    ในละตินอเมริกา คำว่า Chicha นอกจากจะหมายถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของพวกอินคาที่หมักจากข้าวโพดแล้ว คำนี้ยังหมายถึงกระแสความนิยมของดนตรีแนวหนึ่งในพื้นที่ของป่าอะเมซอนในเขตเปรูอีกด้วยครับ ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Chicha ผู้คนแถวนั้นเรียกดนตรีแนวนี้ว่า Cumbias amazonicas ซึ่งเป็นการนำเอาดนตรีพื้นเมืองทีเรียกกันว่าดนตรี Cumbia ที่แรกเริ่มเดิมทีนั้นแพร่มาจากฝั่งตะวันออกของอเมริกาใต้ จนมาได้รับความนิยมในพื้นที่ และได้ผสมผสานกับท่วงทำนองดนตรีพื้นเมืองของชาวแอนดีส จนกลายมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ส่วนดนตรี Chicha จะเพิ่มองค์ประกอบแบบไซคีเดลลิคตามสมัยนิยมด้วยเสียงจากเครื่องดนตรียุคใหม่อย่าง กีตาร์ไฟฟ้า farfisa organs หรือ อาจจะเลยไปถึง moog synthesizers เข้าไปด้วย

    ส่วนวง Chicha Libre นี้ ก่อตั้งขึ้นในบรูคลิน นิวยอร์ค โดย Olivier Conan ซึ่งเป็นนักดนตรีชาวฝรั่งเศสที่อยู่ในนิวยอร์คมากว่ายี่สิบปีแล้ว ในนิวยอร์ค นอกจากเขาจะเล่นดนตรีแนวละตินแล้ว เขายังเป็นเจ้าของคลับและบริษัทแผ่นเสียงเล็กๆที่ชื่อ Barbes และยังเป็นแฟนตัวยงของศิลปินชาวเปรูอย่าง Oscar Aviles กับ Arturo "Zambo" Cavero อีกด้วย ความหลงไหลในดนตรี Chicha ของเขาเริ่มต้นขึ้นเมื่อตอนที่เดินทางไปยังลิมาในปี 2005 และได้มีโอกาสฟังดนตรีเหล่านั้นโดยบังเอิญระหว่างที่หาซื้อแผ่นเสียงมาสะสม

    เมื่อกลับมานิวยอร์ค เขาก็ได้รวบรวมเพื่อนนักดนตรีที่เล่นอยู่ในคลับของเขาที่ Park Slope มาตั้งวง Chicha Libre ขึ้น นอกจากกลิ่นอายของดนตรีไซคีเดลลิคแล้ว Conan ยังใส่องค์ประกอบทางด้านสไตล์ในแบบ Anglo-Gallic เข้าไปในดนตรีของเขาด้วย เขาให้เหตุผลไว้ว่า ถ้าจะเปรียบเทียบดนตรี cumbia ของเปรูกับดนตรี cumbia ของโคลัมเบียที่เป็นต้นแบบ มันก็เหมือนกับการเอา r&b ของอังกฤษไปเปรียบเทียบกับ r&b ของอเมริกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ดนตรี r&b จากฝั่งอังกฤษเป็นการนำเอา r&b ของพวกอเมริกันมาเล่นกันแบบผิดๆ เพราะอย่างนั้นมันถึงได้ยอดเยี่ยมไงครับ
    I&#39;m a proud snob

  12. #37

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Roger Roger

    Track No.7 from Roger Roger Sounds Industrial LP, 1968.
    http://www.youtube.com/watch?v=m8f40...eature=related

    เพลงที่ผมได้ฟังเมื่อไม่กี่วันมานี้จะเป็นดนตรีอิเลคโทรนิคยุคเก่าๆในสไตล์ retro-futuristic แทบทั้งหมดเลยครับ ยังรู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับว่าได้ค้นพบขุมทรัพย์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้เป็นเวลานาน ดนตรีที่ได้ฟังส่วนใหญ่จะเป็นดนตรีอิเลคโทรนิคพวก library music ที่ใช้ประกอบรายการหรือภาพยนตร์โทรทัศน์ในยุคหกสิบถึงยุคเจ็ดสิบครับ น่าเสียดายที่ดนตรีทดลองยุคก่อนๆ มักจะไม่ค่อยจะมีให้ฟังใน MySpace จะหาฟังได้ก็จากคลิพดนตรีประกอบภาพใน YouTube เท่านั้นแหละครับ

    เดิมทีผมตั้งใจจะหาข้อมูลของ Robert Rental ก่อน แต่ขณะที่กำลังฟังเพลงจากคลิพ ROBERT RENTAL "MENTAL DETENTIONS" อยู่นั้น ผมก็เหลือบไปเห็นคลิพของ Roger Roger เข้าโดยบังเอิญครับ คลิพนี้จะซุกอยู่ใน box ข้างๆจอที่รวบรวมเอาคลิพที่มีความเกี่ยวข้องกับคลิพที่เรากำลังดูเอาไว้ด้วยกัน พอได้ดูคลิพของ Roger Roger นี้จนจบ ทั้งเสียงและสไตล์ทุกอย่างที่ปรากฏบนภาพมันน่าตื่นตาเสียจนผมต้องพัก Robert Rental เอาไว้ก่อน เพื่อมาค้นหาข้อมูลของ Roger Roger แทน ดูจากภาพในคลิพแล้ว น่าจะเป็นมิวสิควิดิโอต้นฉบับมากกว่าเป็นมิวสิควิดิโอที่ผู้อัพโหลดทำขึ้นมาเองครับ ภาพที่ปรากฏเหมือนกับภาพจากซีรี่ส์ทีวีของอังกฤษ เป็นภาพเคลื่อนไหวที่ถูกทำให้ช้าลงเพียงเล็กน้อย ประกอบเข้ากับเสียงดนตรีอิเลคโทรนิคที่สะกดผู้ฟังให้เข้าสู่มิติที่ไร้กาลเวลา ในชั่วขณะท่ามกลางความรุ้นระทึก เราก็เฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยใจที่กำลังล่องลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เวลาจะค่อยๆเคลื่อนที่ช้าลง ความไม่ปรกติรอบๆตัวที่เคยมองข้ามกลับปรากฏออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนจนทำให้เราได้ตระหนักว่าเราอยู่ในโลกที่วิปริต

    ผมมักจะมีความสนใจในจินตนาการเกี่ยวกับโลกอนาคตที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุค เหมือนที่บางคนเคยกล่าวไว้ว่า นอกจากปัจจุบันจะถูกกำหนดโดยข้อจำกัดต่างๆที่เป็นผลมาจากเหตุการณ์ในอดีตแล้ว มนุษย์ยังสร้างภาพในจินตนาการเกี่ยวกับโลกอนาคต และภาพเหล่านั้นก็ถือได้ว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คอยกำหนดความเป็นไปต่างๆให้กับปัจจุบันในแต่ละยุคด้วยเช่นกัน (แม้ว่าจินตนาการของอนาคตก็สร้างขึ้นจากสิ่งที่เคยได้รับรู้ในอดีตก็ตาม) ดนตรีแนวใหม่ๆในแต่ละยุคก็ถูกคิดค้นขึ้นจากจินตนาการถึงเสียงแห่งอนาคตที่ต้องการจะสลัดตัวเองให้หลุดจากข้อจำกัดแห่งอดีตแทบทั้งสิ้น ในขณะเดียวกันมันก็แสดงให้เห็นถึงสภาพของปัจจุบันในช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี ว่าผู้คนในยุคเหล่านั้นมองแนวโน้มในอนาคตอย่างไรกันบ้าง และผมว่าดนตรีอิเลคโทรนิคก็เป็นดนตรีแนวหนึ่งที่สามารถตอบสนองต่อภาพในจินตนาการได้ดีที่สุดเลยครับ

    แทร็คในคลิพนี้มาจากอัลบั้ม Roger Roger Sounds Industrial LP, 1968 ทุกเพลงในอัลบั้มจะใช้ตัวเลขแทนชื่อเพลง และ Track No.7 ก็ใช้ประกอบภาพยนตร์ชุดที่ออกอากาศทางสถานี BBC1 เมื่อปี 1977 เมื่อได้ยินเป็นครั้งแรก ผมนึกไปเองว่า ตอนที่ Roger Roger แต่งเพลงนี้ขึ้น เขาต้องยังเป็นนักประพันธ์รุ่นใหม่และอยู่ในช่วงวัยที่เต็มไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์แน่ๆ เหมือนพวกคนหนุ่มสาวในช่วงทศวรรษทีหกสิบถึงเจ็ดสิบ จนได้มาทราบในภายหลังว่า เขาอยู่ในแวดวงดนตรีมายาวนานมาก และเคยสร้างผลงานเอาไว้มากมาย ว่ากันว่าตลอดชั่วชีวิตการทำงานของเขา รวมๆกันแล้วเขาได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสรรค์ดนตรีประกอบภาพยนตร์ไว้มากกว่า 500 เรื่องเลยทีเดียวครับ

    น่าแปลกที่เขาสร้างสรรค์ผลงานเอาไว้มากมายขนาดนี้ แต่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขากลับปรากฏบนอินเทอร์เน็ตน้อยมาก เท่าที่ผมเห็นก็มีแต่เว็บไซท์ที่ให้ข้อมูลของอัลบั้มรวมชุดนี้ของเขาอย่างคร่าวๆเท่านั้น จนผมต้องลองเมล์ไปถาม cosmocorps2000 ซึ่งต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่เธออุตส่าห์กรุณาตอบกลับพร้อมกับลิ้งค์ของเว็บไซท์ที่ให้ข้อมูลประวัติการทำงานของเขามาโดยละเอียดเลยครับ พอได้อ่านข้อมูลของเขา จึงได้ทราบว่าที่หาข้อมูลได้ยาก เพราะงานดนตรีของเขาจะเป็นพวก library music ที่แต่งขึ้นให้กับบริษัทให้บริการทำเสียงและดนตรีประกอบรายการวิทยุและโทรทัศน์โดยเฉพาะ ดนตรีที่เขาแต่งจึงเข้าไปอยู่ในสต๊อกของบริษัท ดนตรีในสต๊อกจะถูกเลือกไปใช้ประกอบรายการทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์โดยที่ชื่อผู้แต่งจะไม่ปรากฏในเครดิต

    ผลงานดนตรีประกอบภาพยนตร์โทรทัศน์ในยุคหลังๆของเขา ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดน่าจะเป็นดนตรีประกอบจากซีรี่ส์ "The Prisoner"1967-1968 (ม๊อดสุดๆเลยครับ น่าเสียดายที่ผมได้ดูแค่ม้วนแรกเท่านั้น แต่ชอบโปรดัคชั่นดีไซน์ของซีรี่ส์ชุดนี้มากเลยครับ) แต่นั่นก็เป็นแค่ผลงานในยุคหลังๆของเขาเท่านั้น ประวัติการทำงานของเขาจริงๆแล้วยาวนานกว่านั้นมากครับ เพราะถ้านับจากปี 1911 ที่เขาเกิด เพลงในคลิพนี้ก็ออกอากาศตอนที่เขาอายุหกสิบปลายๆได้

    แม้ว่าดนตรีประกอบของเขามักจะใช้ประกอบรายการโทรทัศน์ของอังกฤษจนเป็นที่คุ้นเคยกันอย่างแพร่หลาย แต่แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนฝรั่งเศส พ่อของเขา Edmund Roger เป็นวาทยากรที่เคยเรียนรุ่นเดียวกับ Debussy ที่ Paris Conservatoire แน่นอนว่าดนตรีที่ฝึกฝนในช่วงแรกๆต้องเป็นดนตรีคลาสสิค จนเมื่ออายุได้สิบแปดปี เขาก็ได้ทำหน้าที่วาทยากรณ์เป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็หันไปแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์แทนในช่วงปลายทศวรรษที่สามสิบ เริ่มจากทำดนตรีประกอบสารคดี ก่อนที่จะทำดนตรีประกอบภาพยนตร์ทั่วไป หนึ่งในนั้นก็คือดนตรีประกอบฉากการแสดงละครใน Les Enfants du Paradis (1944, Marcel Carne)

    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาก็ได้ควบคุมวงออร์เคสตราให้กับ French radio ที่เล่นแบ็คอัพให้กับนักร้องอย่าง Chevalier และ Edith Piaf ในขณะเดียวกับที่เขารับทำดนตรีประกอบรายการต่างๆให้กับสถานีวิทยุอย่าง Radio Luxembourg, Radio 37 และ Europe 1 และในยุคแรกๆของสถานีโทรทัศน์ฝรั่งเศส เขาก็รับทำดนตรีประกอบรายการสารคดี ซาวด์ที่เน้นมักจะเป็นดนตรีประกอบที่ท่วงทำนองมีแพ็ทเทิร์นซ้ำๆ สำหรับนำไปใช้ประกอบภาพที่ถ่ายจากย่านอุตสาหกรรม

    ในปี 1955 เขาได้เข้าทำงานผลิต library music ให้กับบริษัท Chappell Music ตลอดระยะเวลาที่เขาทำงานที่นั่น เขาได้สร้างผลงานไว้เกือบยี่สิบอัลบั้ม บางแทร็คจากอัลบั้มเหล่านั้นได้ถูกนำไปใช้ประกอบในรายการของบีบีซีอย่างแพร่หลาย นอกจากนั้นเขายังทำดนตรีให้กับ Parry Publishing ในแคนาดา กับ Major Mood Music library ในอเมริกา โดยใช้ชื่อ Cecil Leuter ในการออกผลงาน และยังสร้างผลงานให้กับสถานีวิทยุและโทรทัศน์ในฝรั่งเศส จนเมื่อเขาเกษียณในช่วงกลางทศวรรษที่เจ็ดสิบ ฝากไว้แต่ผลงานดนตรีที่เป็นเหมือนขุมทรัพย์ขนาดมหึมาที่รอการค้นพบ

    ในปี 1994 Gert-Jan Blom หัวหน้าวง Beau Hunks Orchestra และ musicologist (นักคีตวิทยา ???) จากฮอลแลนด์ได้รวบรวมผลงานดนตรีของ Roger Roger จากหลายแหล่ง มาออกเป็นอัลบั้มรวมในชื่อชุด CD Grands Travaux และงานชุดนี้นี่เองครับที่ทำให้ดนตรีของ Roger Roger ได้รับความสนใจจากนักฟังเพลงรุ่นใหม่ในยุคนี้ ก่อนที่จะมีอัลบั้มอื่นๆทยอยออกตามมา อย่างอัลบั้มที่บรรจุเพลงในคลิพนี้

    ROGER ROGER SOUNDS INDUSTRIAL 1968 #15
    http://www.youtube.com/watch?v=epa8NyM7p4A
    I&#39;m a proud snob

  13. #38

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    oOmiaq
    http://www.myspace.com/oomiaq

    ครั้งแรกที่ได้ฟัง งานของ oOmiaq อย่างเพลง "atta atta remix" กับ "yogUrti" ฟังดูเหมือนกับว่าดนตรีที่แต่งและเล่นโดยเด็ก แต่เสียงที่ดูเหมือนเรียบเรียงมาอย่างซับซ้อนชวนให้คิดไปว่าเด็กที่สร้างงานออกมาได้อย่างนี้น่าจะเป็นเด็กอัจฉริยะที่คุ้นเคยกับพวกเครื่องไม้เครื่องมือในสติวดิโอเป็นอย่างดี แต่พอไปอ่านบทสัมภาษณ์ของ oOmiaq แล้ว ถึงได้ทราบว่า เจ้าของผลงานเป็นผู้ที่อยู่ในวงการดนตรีมานานพอสมควร เคยอัดงานดนตรีกับ Jean-Benoit หนึ่งในสมาชิกวง Air เมื่อครั้งที่ Jean แวะเข้ามาในหมู่บ้านเล็กๆที่เขาอยู่

    หลังจากได้ฟังทุกเพลงรวมทั้งพวก artwork ใน Myspace ของเขาดูแล้ว ดูเหมือนว่าเขาไม่เคยสูญเสียอารมณ์ไร้เดียงสาจากวัยเด็กเลยครับ ในช่วงวัยเด็ก เขาเติบโตขึ้นในตอนใต้ของฝรั่งเศส บรรยากาศในแบบเมดิเตอร์เรเนียนในพื้นที่แถบนั้นได้ส่งอิทธิพลต่อโทนอารมณ์ในงานศิลป์ของเขา ทั้งงานดนตรีและงานภาพ กลิ่นอายของบรรยากาศในวัยเด็กคือสิ่งที่เขาต้องการจะถ่ายทอดไว้ในงานดนตรีและภาพวาดของเขาอยู่เสมอ

    ขั้นตอนในการสร้างงานดนตรีของเขาจะเป็นว่า เขาจะเริ่มต้นวาดรูปจากภาพที่เขาคิดเกี่ยวกับเพลงๆนั้น คล้ายกับการสร้างแผนที่ของพื้นที่ในจักรวาลแห่งบทกวีของเขา องค์ประกอบทุกอย่างในภาพ อย่างโทนสี จะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปของเสียง อย่างในเพลง ultramarine song เขาใช้คอรด์ที่เล่นจาก liquid synthesizer แทนโทนสีฟ้า และใช้ warm organ แทนบรรยากาศในโทนสีส้ม

    งานดนตรีของเขาจะเป็นการเล่าเรื่องคล้ายๆกับการเล่านิทาน ให้เสียงร้องโดยพวกเด็กๆในหมู่บ้านเล็กๆในแถบ Alpine ที่เขาอาศัยอยู่ในเวลานี้ และเขายังให้พวกเด็กๆมาเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างงานอีกด้วย จนเหมือนกับว่าตัวเขาและเพื่อนที่ทำงานด้วยกันคือหนึ่งในกลุ่มของพวกเด็กๆที่คิดค้นการใช้ภาษาและท่วงทำนองเพื่อมาใช้ในเพลงเหล่านั้น อย่างเพลง "onaKa" ร้องโดย Camille เด็กสาวจากในหมู่บ้าน นอกจากร้องนำแล้ว เธอยังเป็นคนเขียนเนื้อภาษาอังกฤษทุกๆคำในเพลงนั้นอีกด้วยครับ

    เครื่องดนตรีที่ใช้ก็จะเป็นเครื่องดนตรีแบบง่ายๆ อย่างพวกเครื่องดนตรีอิเลคโทรนิคยุคแรกๆ ร่วมไปกับเสียงธรรมชาติจากแบนโจ ขลุ่ย ฮาร์พ มีการวางโครงสร้างทางดนตรีอย่างหลวมๆ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการด้นสดเพื่อรักษาความสดใหม่ของเสียงดนตรี เขาต้องการให้งานดนตรีออกมาเหมือนกับภาพคอลลาจที่บอกเล่าเรื่องราวแบบเบาๆ แต่เข้มข้นไปด้วยอารมณ์แห่งความไร้เดียงสา เขาย้ำไว้ในบทสัมภาษณ์เช่นเดียวกันว่า งานดนตรีของเขาไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกถวิลหาอดีต แต่ต้องการให้ผู้ที่ได้ฟังค้นพบความเป็นเด็กในตัวของพวกเขาอีกครั้ง ดื่มด่ำไปกับชั่วขณะปัจจุบัน เหมือนกับที่พวกเด็กๆรู้สึก หรือที่เราทุกๆคนเคยได้รู้สึกเมื่อนานมาแล้ว เพราะเด็กๆมักจะไม่ค่อยมีอดีตให้รู้สึกถวิลหามากนัก



    Das Wanderlust
    http://www.myspace.com/daswanderlust

    ผมว่าจะเขียนถึงวงนี้หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำสักที เพราะผมเองก็ไม่แน่ใจว่าผมชอบดนตรีของพวกเขาหรือเปล่า ฟังครั้งแรก ดนตรีดูมั่วๆ แต่พอฟังไปเรื่อยๆก็รู้สึกว่าชอบดนตรีของพวกเขามากขึ้นทุกครั้งที่ได้ฟัง มีอย่างหนึ่งที่มักจะดึงให้ผมกลับไปหาพวกเขาก็คือความสดในเสียงดนตรี ดนตรีของพวกเขาจะฟังดูคล้ายดนตรีพังค์เมื่อได้ฟังเป็นครั้งแรก แต่เสียงที่ออกมามีความสดใสชัดเจนอยู่ในตัว ไม่ฟังดูรกหูเหมือนดนตรีพังค์ทั่วๆไป เสียงจากเครื่องดนตรีทุกชิ้นมีความสดใส เมื่อผสมผสานเข้าด้วยกันอย่างลวกๆ ก็ดูเต็มไปด้วยสีสันที่แม้จะละเลงเขาด้วยกันจนยุ่งเหยิง แต่ก็นับได้ว่าเป็นความงามที่ผุดออกมาจากความไร้ระเบียบ เหมือนกับจุดสมดุลย์แห่งสีสันที่เกิดขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ เป็นความงามแบบหยาบๆที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในระบบที่มีการเคลื่อนไหวอย่างโกลาหลอยู่ตลอดเวลา

    แม้ว่า Das Wanderlust จะมีสมาชิกที่ผลัดกันเข้าๆออกๆอยู่บาง (ส่วนใหญ่จะเป็นมือกลอง ผมเดาว่าคงเป็นเพราะมันค่อนข้างยากที่หามือกลองที่จะมารับมือกับจังหวะดนตรีที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ของพวกเขา) ในเวลานี้สมาชิกหลักในวงมีอยู่สามคนเท่านั้น ก็คือ Laura Susan Simmons ทำหน้าที่ร้องนำและเล่นคีย์บอร์ด Andrew Richard Elliott จะเล่นกีตาร์เป็นหลัก และ John Stephenson รับหน้าที่ตีกลอง ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ พวกเขาก็จะได้ออกอัลบั้มแรก Horses For Courses ที่รอคอยมานานแสนนาน ก่อนหน้านั้น พวกเขามีผลงานในรูปซิงเกิ้ลกับ EP ซิ่ง Marc Riley ถึงกับเคยยกให้ซิงเกิ้ลแรกของพวกเขา The Orange Shop เป็นซิงเกิ้ลอันดับหนึ่งแห่งปี 2006 เลยที่เดียวครับ

    พวกเขาทำดนตรีออกมาราวกับว่ากำลังสนุกกับการปั่นหัวใครก็ตามที่คิดจะตั้งความคาดหวังในดนตรีของพวกเขา บ่อยครั้งที่พวกเขารู้สึกชิงชังกับการขาดความซื่อสัตย์ต่อศิลปะและความเย่อหยิ่งที่ดูผิดที่ผิดทางของพวกเพื่อนนักดนตรีด้วยกัน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็วิตกว่าจะไม่สามารถรักษามาตรฐานของความมั่นคงในจุดยืนและการไม่เสแสร้งของตนเองเอาไว้ได้ หลายอย่างที่พวกเขาทำจึงดูเหมือนเป็นความขัดแย้งในตัวอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น เช่นเดียวกับดนตรีของพวกเขาที่ยากจะจำแนก ตัวพวกเขาเองเรียกดนตรีที่ทำออกมาว่าเป็น ‘wrong pop’ แต่พวกนักวิจารณ์ทั้งหลายต่างก็ไม่ค่อยจะมีความเห็นที่ตรงกันเรื่องการจัดประเภทให้กับดนตรีของพวกเขาเหมือนกัน ความเห็นส่วนใหญ่ของพวกนักวิจารณ์ในการจำแนกประเภททางดนตรีของ Das Wanderlust จะวนเวียนอยู่ระหว่าง avant-garde ที่โครงสร้างไม่ตายตัว กับ super-melodic noise pop ซึ่งสมาชิกในวงต่างก็คิดว่ามันผิดด้วยกันทั้งคู่
    I&#39;m a proud snob

  14. #39

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    The North Sea
    http://www.myspace.com/lenorthsea

    ทั้งชื่อวง และบรรยากาศอันหมองหม่นของเพลงเมื่อได้ฟังเพียงครั้งแรก มันชวนให้ผมนึกไปว่า The North Sea น่าจะเป็นวงดนตรีทดลองล้วนๆจากเกาะอังกฤษ แต่ใครจะไปนึกล่ะครับว่าที่จริงแล้ว The North Sea กลับเป็นวงเฉพาะกิจที่มาจากใจกลางของอเมริกาอย่างเมือง Tulsa ในโอคลาโฮมาครับ

    ดนตรีของ The North Sea มีความเป็นดนตรีทดลองแบบใต้ดินสุดๆก็ตรงที่ เสียงที่ออกมา ฟังดูเป็น noise ที่เหมือนกับจะทำลายคำจำกัดความที่ตายตัวของคำว่า "ดนตรี" แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขยายขอบเขตของนิยามแห่งดนตรีไปพร้อมๆกันด้วยในตัว เสียงดนตรีของ The North Sea จะอบอวลไปด้วยบรรยากาศที่อึมครึม บางครั้งฟังดูเหมือนกับบรรยากาศแห่งช่วงเวลาวิกฤตก่อนที่หายนะครั้งใหญ่จะมาถึง ในบางเพลง อย่าง Tugging at the Cuffs ก็จะออกไปทาง post apocalyptic บางเพลงก็จะให้บรรยากาศหลอนๆ อย่าง gated Community แต่ตัวร่วมเดียวกันที่มีอยู่ในแทบทุกเพลงก็คือบรรยากาศแห่งความกดดัน เป็นความกดดันที่รบกวนภาวะสมดุลย์ และความแปรปรวนที่ตามมาจะแสดงตัวมันเองออกมาในรูปของแพทเทิรนประหลาดๆ ที่ประกอบขึ้นจากเสียงที่ฟังดูผิดรูปผิดร่าง คงจะมีแต่โครงสร้างทางดนตรี atonal แบบนี้เท่านั้นแหละครับที่สามารถถ่ายทอดความไร้ระเบียบในห้วงอารมณ์มนุษย์อย่างนี้ออกมาได้

    The North Sea ก่อตั้งโดย Brad Rose ผู้เป็นเจ้าของโปรเจ็ค พร้อมกับพวกเพื่อนๆนักดนตรีในแวดวงดนตรีทดลองที่เขาเชื้อเชิญให้เข้ามามีส่วนร่วมในการฟอร์มเสียงดนตรีร่วมกันในโปรเจ็คนี้ อย่าง Peter Wright, Keith Wood และ Valerio Cosi ที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษคือเจ้าของโปรเจ็ค Brad Rose เพราะนอกจากเขาจะเป็นแกนนำหลักของ The North Sea แล้ว เข้ายังเป็นเจ้าของเครือบริษัท Digitalis Industries ที่มีตราแผ่นเสียงอย่าง Digitalis Recordings และ Foxglove อยู่ในสังกัด นอกจากนั้นก็ยังมีสื่อสิ่งพิมพ์อย่าง Digitalis Publications อยู่ในเครืออีกด้วย เพราะในช่วงกลางยุคเก้าสิบ ทั้งเขาและภรรยาเคยออกนิตยสารทำมือ fanzine ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดนตรีใต้ดิน ก่อนจะกลายมาเป็นนิตยสารออนไลน์ในชื่อ Foxy Digitalis

    นอกเหนือจากผลงานดนตรีของตัวเองแล้ว เขามักจะสร้างงานดนตรีในรูปงานรวมเพลงด้วยการเชิญศิลปินที่เขาชื่นชมในแวดวงดนตรีใต้ดินจากทั่วโลกมาสร้างอัลบั้มรวมเพลงร่วมกัน เป็นอัลบั้มรวมเพลงที่เพลงทุกเพลงถูกแต่งขึ้นสำหรับอัลบั้มนั้นเป็นการเฉพาะ ศิลปินที่เข้าร่วมมีทั้งบรรดาศิลปินที่เคยออกผลงานกับตราแผ่นเสียงของเขา เหล่าศิลปินที่เขาเคยสัมภาษณ์ให้กับนิตยสารของเขาเอง รวมทั้งศิลปินที่ส่งตัวอย่างงานมาให้เขาพิจารณา อย่างผลงานในอัลบั้มรวมเพลงชุด ‘Gold Leaf Branches’ ที่บรรจุ 59 เพลงไว้ด้วยกัน ก็ใช้เวลาหลายปีในการรวบรวมงานดนตรีจากบรรดาศิลปินที่ได้รับเชิญให้ได้ครบ ซึ่งเขาได้ให้เหตุผลถึงความชื่นชอบในการออกอัลบั้มรวมเอาไว้ว่า เป็นเพราะในปี 1994 เขาได้รับความประทับใจจากอัลบั้ม ‘Abridged Perversion’ ซึ่งเป็นอัลบั้มรวมเพลงออกโดยค่าย Shrimper ซึ่งเป็นเหมือนผลงานที่รวบรวมเสียงสังเคราะห์อันแปลกประหลาดเข้าด้วยกัน ซึ่งสำหรับผู้ที่เสพย์ติดดนตรีหลุดโลกอย่างเขาแล้ว การได้ทำความรู้จักวงดนตรีใหม่ๆที่สร้างดนตรีในแบบที่เขาชื่นชอบได้ในระยะเวลาสั้นๆ มันดีเสียยิ่งเฮโรอีนหลายเท่า

    ผมสงสัยเหลือเกินว่า เขาสามารถจัดสรรเวลาของตัวเองได้ยังไง เอาเฉพาะการสร้างงานดนตรีล้วนๆ ไม่นับการบริหารกิจการในเครือบริษัทของเขา เพราะงานดนตรีที่เขาทำอยู่ก็ไม่ใช่แค่ผลงานของตัวเองและงานรวมที่ออกโดยบริษัทของเขาเท่านั้น เขายังเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างผลงานของศิลปินที่เขารู้จักอีกหลายต่อหลายคนเลยทีเดียวครับ ซึ่งก็คงจะเป็นเพราะความเป็นนักฟังที่ชอบเสาะแสวงหาเสียงดนตรีที่ประหลาดล้ำ งานดนตรีที่สร้างความประทับใจให้กับเขามักจะนำไปสู่การปฏิสังสรรค์ในการสร้างดนตรีร่วมกันกับเจ้าของผลงานเหล่านั้นแทบทุกครั้ง อย่างงานรวมเพลงที่ออกโดยค่าย Jewelled Antler ของฟินแลนด์ ก็ชักนำให้เขาเข้าไปมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานกับศิลปินในแวดวงดนตรีใต้ดินของฟินแลนด์ ที่เขามักจะเรียกว่า "the Great White North" ซึ่งประกอบไปด้วยศิลปิน อย่าง Kuupuu, Maniacs Dream, Keijo Virtanen, Kulkija, Hertta Lussu Assa, Laura Naukkarinen, Lamppukello และยังขยายไปถึงชุมชนทางดนตรีอื่นๆในสแกนดิเนเวียอีกด้วย รวมทั้งแวดวงดนตรีใต้ดินของนอร์เวย์ที่เขาคิดเสมอว่า มันเป็นเสียยิ่งกว่าอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติที่งานดนตรีดีๆจากชุมชนทางดนตรีแห่งนี้ได้ถูกมองข้ามอย่างไม่น่าให้อภัย

    การได้ร่วมงานกับศิลปินในสแกนดิเนเวียยังได้ชักนำให้เขาเริ่มสนใจในดนตรีอันเดอร์กราวด์ของออสเตรเลีย หลังจากที่ Glenn Donaldson จากค่าย Jewelled Antler แนะนำให้เขาลองฟังดนตรีจากค่าย Kindling ของออสเตรเลียดู ส่วนค่ายอื่นๆในออสเตรเลีย อย่างค่าย Musicyourmindwillloveyou ที่มี Brothers of the Occult Sisterhood อยู่ในสังกัด ก็ได้รู้จักกันผ่านทางอดีตบรรณาธิการของนิตยสารออนไลน์ Broken Face ในสวีเดน การได้ทำความรู้จักผ่านทางดนตรีที่ได้ฟังก็นำไปสู่การร่วมสร้างสรรค์งานดนตรีในเวลาต่อมา งานดนตรีที่เขาทำร่วมกับศิลปินเหล่านั้น มักจะออกมาในรูปอัลบั้มรวมเพลง หรือไม่ก็เป็นวงเฉพาะกิจในชื่อที่แตกต่างกันไป อย่าง The North Sea ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นอีกโปรเจ็คหนึ่งในหลายๆโปรเจ็คของเขา และบ่อยครั้งที่การสร้างงานก็ทำโดยการแลกเปลี่ยนผลงานที่ถูกบันทึกในรูปเทป CD-R และ MP3 ผ่านทางพัสดุไปรณีย์ โดยที่แต่ละคนต่างก็ทำงานในประเทศของตัวเองไป

    ในบทความที่ผมอ่าน ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์จากนิตยสารออนไลน์ terrascope ผู้สัมภาษณ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ดนตรีของ The North Sea อาจจะได้รับอิทธิพลจาก Timothy Renner ซึ่งก็เคยร่วมงานกับ Brad เช่นเดียวกัน Brad เองก็ยอมรับว่างานของ Timothy Renner ในโปรเจ็คอย่าง Stone Breath, Moth Masque และงานเดี่ยว ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเขาในหลายระดับ จนเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันได้ส่งโดยตรงผลต่อซาวด์ของ The North Sea ได้มากมายขนาดไหน ซาวด์ในแต่ละโปรเจ็คที่เขาทำอาจจะเป็นเสมือนกับเสียงที่สะท้อนจินตนาการทางดนตรีของเขาในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป แต่เขาก็ไม่ค่อยกังวลเลยว่าการทำหลายๆโปรเจ็คในเวลาเดียวกันอาจจะทำให้เกิดความสับสนจนมีการนำกระบวนทัศนะในแต่ละโปรเจ็คมาปนกัน เพราะเขากระบวนการสร้างงานในแต่ละโปรเจ็คก็เป็นกระบวนการเดียวกัน คือการทดลองทางเสียงที่ปลดปล่อยดนตรีให้เป็นอิสระจากเจตจำนงในการควบคุมของผู้สร้าง และเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์ด้วยตัวมันเอง โดยที่ผู้สร้างจะค่อยๆกลายมาเป็นเพียงแค่ประจักษ์พยานที่ได้มีโอกาสเฝ้าสังเกตการณ์ ตลอดระยะเวลาแห่งกระบวนการสร้างสรรค์อันน่ามหัศจรรย์นี้
    I&#39;m a proud snob

  15. #40

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Ipso Facto

    http://www.myspace.com/ipsofactomyspace

    วงนี้ได้มาเล่น session ในรายการ Marc Riley&#39;s Brain Surgery สองครั้งแล้วครับ พวกเธอเป็นวงหญิงล้วนจาก Southend, Essex ครับ อ่านดูจากบทความที่นำมารวบรวมไว้ในบล็อกของพวกเธอ ผมถึงได้รู้ว่า ย่านนี้เรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางที่สำคัญแห่งหนึ่งของวัฒนธรรมคนหนุ่มสาว เป็นเมืองที่วัยรุ่นเท่ๆเค้าอยู่กัน และเด็กวัยรุ่นแทบทุกคนที่นี่ก็มีเซ็นส์ทางด้านสไตล์ที่แหลมคมที่เดียวครับ ทั้งสไตล์การฟังดนตรีและสไตล์การแต่งตัว (แม้ว่าพักหลังๆมานี้ผมเริ่มจะรู้สึกว่า สไตล์การแต่งตัวของพวกเธอจะหนักไปทางพวก goth ในยุคหลังๆเข้าไปทุกที เรียกว่าใส่กันจนเปรอะ ต่างจากช่วงแรกๆที่ผมเริ่มรู้จักพวกเธอ สไตล์การแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าแบบ vintage และทรงผมบ๊อบของพวกเธอในเวลานั้น อย่างที่เห็นในมิวสิควิดิโอ Harmonise ดูคลาสสิคกว่าสไตล์โกธิคแบบเข้มๆของพวกเธอตอนนี้เยอะเลยครับ)

    ถ้าจะให้ผมลองเปรียบเทียบ Southend ก็คงจะคล้ายกับย่านแฟชั่นบางแห่งในแถบดาวน์ทาวน์แมตฮัตตัน ที่ซึ่งทุกคนที่อยู่ที่นั่นมีโอกาสได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ทางด้านวัฒนธรรมหนุ่มสาว ได้มีโอกาสเห็นพวกวงดังๆหลายวงมาเปิดการแสดงตามไนท์คลับในชุมชนของพวกเขาก่อนที่วงเหล่านั้นจะกลายเป็นวงที่มีชื่อเสียง พวกเด็กวัยรุ่นสามารถได้รับแรงบันดาลใจทางด้านดีไซน์เก๋ๆเพียงแค่เฝ้าสังเกตสไตล์แฟชั่นในหมู่เพื่อนๆ ทั้งยังสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการดีไซน์ลุคให้กับตัวเองได้อย่างเป็นอิสระ ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็ไม่ค่อยน่าประหลาดใจเท่าไรนะครับ ถ้าพวกเด็กวัยรุ่นที่เติบโตขึ้นในแหล่งที่มาของวัฒนธรรมทางดนตรีและแฟชั่นอย่างนี้ จะมีรสนิยมการฟังเพลงและสไตล์การแต่งกายที่เนี๊ยบสุดๆ อันเกิดขึ้นได้ด้วยสุนทรียะภาพที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

    ***** พัฒนาการเช่นนี้นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการในวัฒนธรรมร่วมสมัย ผมยังคิดอยู่ว่า ถ้าในอังกฤษมีการบังคับใช้นโยบายจัดระเบียบสังคม อังกฤษจะยังเป็นแหล่งที่มาของวงดนตรีดีๆและกระแสแห่งวัฒนธรรมหนุ่มสาวอยู่อีกหรือเปล่า จะมีวงดนตรีดีๆมากมายไปทำไมล่ะครับในขณะที่แฟนเพลงถูกจำกัดเสรีภาพในการใช้เวลาส่วนตัวเพื่อหาความสุขให้กับตัวเอง แหม ตอนมีการบังคับใช้นโยบายนี้ ทำเป็นมาบอกว่าในอังกฤษก็มีกำหนดเวลาการเปิดปิดสถานเริงรมย์เหมือนกัน แต่มีแค่ผับเท่านั้นที่กำหนดให้เปิดได้ไม่เกินห้าทุ่ม ไม่นับพวกไนท์คลับที่เปิดได้เรื่อยๆ เพียงแต่ว่าค่าเครื่องดื่มอาจจะแพงกว่า และการกำหนดเวลาปิดผับก็สร้างปัญหาให้กับพฤติกรรมการดื่มของคนอังกฤษ จนมีการแบ่งพฤติกรรมการดื่มระหว่าง Continental Drinking หรือดื่มไปคุยไปแบบไม่รีบร้อน กับ British Drinking ที่เหมือนกับเป็นการดื่มแบบทำเวลา เพื่อให้ได้ปริมาณการดื่มมากที่สุดภายในเวลาที่จำกัด การควบคุมเช่นนี้ยังบีบให้ผู้ดื่มสุรามีพฤติกรรมก้าวร้าว เพราะพวกเขาเหมือนต้องถูกบังคับให้หยุดดื่มและถูกไล่กลับบ้านในเวลาที่ยังไม่พร้อม โดยอำนาจจากภายนอก ทั้งๆที่มันควรจะเป็นข้อตกลงระหว่างลูกค้ากับผู้ให้บริการในการกำหนดระยะเวลาการเปิดบริการ ที่ควรจะเป็นอิสระจากการแทรกแซงโดยรัฐ *****

    แม้ว่า Ipso Facto จะตั้งวงกันใน Southend แต่ก็มีเพียง Rosalie Cunningham เท่านั้นที่เติบโตขึ้นที่นี่ ส่วนสมาชิกคนอื่นๆก็จากเมืองอื่นๆนอกลอนดอนกันหมด เพลงทุกเพลง Rosalie เป็นคนแต่งขึ้นก่อนตั้งวง ในเวลานั้นเธออัดเดโมกับวงแบ็คอัพ Garageband จนได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลงเปิดใหม่ Disc.Error สำหรับการออกสองซิงเกิ้ลแรก เมื่อเธอรวบรวมสมาชิกคนอื่นๆได้ทั้งหมด พวกเธอก็พร้อมจะปล่อยซิงเกิ้ลและเริ่มออกตระเวณเล่นตามคลับในลอนดอน ซึ่งในเวลานี้กลายเป็นบ้านของพวกเธอไปแล้ว gigs ที่พวกเธอเล่นส่วนใหญ่จะเล่นเป็นวงเปิดให้กับ Theoretical Girl

    เมื่อผมได้เห็นรูปพวกเธอครั้งแรกใน Myspace พร้อมๆกับที่ได้ฟังเพลงของพวกเธอ อย่างเพลง Smoke and Mirrors กับ Harmonise ก็รู้สึกได้ทันทีครับว่า เสียงดนตรีของเข้ากันได้อย่างลงตัวกับดีไซน์การแต่งกายเก๋ๆของพวกเธอจนแทบจะแยกกันไม่ออก เรียกว่าแค่ได้ฟังดนตรีก็พอจะเห็นภาพของพวกเธอได้เลยทีเดียวครับ ดนตรีของพวกเธอเป็นดนตรีการาจที่เล่นในสไตล์ไซคีเดลลิคด้วยโทนอันมืดมน นักวิจารณ์บางคนให้คำจำกัดความดนตรีของพวกเธอว่าเป็น "creeping noir pop" ซึ่งผมพอจะเข้าใจได้ว่าคงเป็นเพราะโทนดนตรีของพวกเธอให้อารมณ์แบบภาพขาวดำคล้ายกับหนังฟิลม์นัวร์ เสริมด้วยอารมณ์หลอนๆอันบิดเบี้ยวแบบไซคีเดลลิค ที่เล่นออกมาอย่างดิบๆและสั้นกระชับ ชวนให้นึกถึงฉากขาวดำบางฉากใน Chappaqua (1966, Conrad Rooks) .... ผมจะแปะลิ้งค์ของคลิพหนังตัวอย่างไว้ข้างล่างนะครับ

    แม้ว่าดนตรีจะสั้นกระชับ แต่ก็แฝงไว้ด้วยบรรยากาศโกธิคแบบคลาสสิคของ Nico ในยุคแรกๆ ซึ่งไปกันได้ดีกับสไตล์การแต่งกายแบบย้อนยุคในสีขาวดำ และทรงผมบ๊อบแบบ Louise Brooks ของนักร้องนำ แม้จะยังคงความมืดมนเอาไว้ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเปรี้ยวแบบสาวๆในเมืองใหญ่ ดูไปแล้วพวกเธอเหมือนกับกลุ่มเด็กสาวเท่ๆจากโรงเรียนศิลปะที่ใครๆก็อยากเข้าร่วมกลุ่มด้วย เช่นเดียวกับเสียงดนตรีที่แม้จะดิบแต่ก็ยังคงความเนี๊ยบในสไตล์ ส่วนหนึ่งก็คงต้องยกให้กับรสนิยมการฟังเพลงของพวกเธอด้วยละครับ และพวกเธอก็มักจะย้ำอยู่เสมอเวลาให้สัมภาษณ์ก็คือ อิทธิพลหลักต่อรสนิยมการฟังเพลงและงานดนตรีของพวกเธอก็คือดนตรีของ CAN หัวหอกดนตรี Krautrock จากเยอรมันครับ

    ตอนที่พวกเธอให้สัมภาษณ์ ทั้งที่ผมอ่านในบล็อกและที่ดูในคลิพ ก็มักจะมีคำถามทำนองที่ว่า พวกเธอตั้งใจจะแต่งตัวกันแบบนี้เพื่อสร้างสไตล์ให้กับตัวเองกันหรือเปล่า ผมเองก็ยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ถ้าดนตรีทำออกมาได้ดี แล้วเสริมด้วยอิมเมจที่เข้ากับบรรยากาศทางดนตรีได้ลงตัวอย่างนี้ มันเป็นเรื่องเสียหายตรงไหน ถ้าทั้งเสียงดนตรีที่ผลิตออกมาและสไตล์แฟชั่นมันจะถูกนำเสนอออกมาพร้อมๆกัน ไม่มีสิ่งไหนมาก่อนหรือมาที่หลัง เพราะทั้งสองสิ่งล้วนมีแหล่งที่มาแหล่งเดียวกัน ซึ่งมาจากภาพรวมของจินตนาการในตัวศิลปิน ที่ดีไซน์เสียงดนตรีและสไตล์ทางด้านภาพลักษณ์ออกมา จินตนาการในตัวศิลปินที่ใช้ออกแบบดนตรีและภาพลักษณ์ก็อาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากความงามในแขนงอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากดนตรีและแฟขั่นได้เช่นเดียวกัน

    ไม่ว่าตัวศิลปินจะทำโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทั้งแฟชั่นการแต่งกายและเสียงดนตรีต่างก็เป็นผลผลิตของการดีไซน์ เพื่อที่จะนำเอาแพทเทิร์นที่อยู่ในห้วงความคิดของศิลปินออกมานำเสนออย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของท่วงทำนองที่นำเสนอออกมาในรูปเสียงดนตรี หรือรูปแบบด้านการดีไซน์ภาพลักษณ์ ที่ถูกนำเสนอออกมาในรูปแฟชั่นการแต่งกาย ซึ่งพวกเธอก็ได้ออกแบบทั้งเสียงดนตรีและภาพลักษณ์ของตัวเองที่ช่วยต่อยอดจินตนาการให้กันและกันได้เป็นอย่างดีทีเดียวครับ

    ใครจะบอกว่าแฟชั่นเป็นเรื่องไร้สาระ ไม่ใช่ศิลปะ ผมคนหนึ่งละครับที่คิดเสมอว่า แฟชั่นก็ควรได้รับการเคารพว่าเป็นศิลปะแขนงหนึ่งเหมือนกันครับ
    I&#39;m a proud snob

  16. #41

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ผมมักจะหลงไหลในดนตรีที่มีกลิ่นอายแบบไซคีเดลลิค โดยเฉพาะอย่างยิ่งดนตรีจากปลายทศวรรษที่หกสิบ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะใช้เวลาช่วงวัยเด็กในยุคเจ็ดสิบ โชคดีตรงที่กระแสต่างๆในเมืองไทยจะช้ากว่ากระแสความเป็นไปในโลกตะวันตกอย่างน้อยสี่ห้าปี ขณะที่โลกตะวันตกเข้าสู่ยุคเจ็ดสิบไปเรียบร้อยแล้ว เมืองไทยในขณะนั้นยังอยู่ในยุคหกสิบปลายๆอยู่เลยครับ และผมเกิดเร็วพอจะได้เห็นสไตล์ดนตรีและแฟชั่นยุคหกสิบจากโลกตะวันตกเข้ามาเบ่งบานอยู่รอบๆตัว สังคมไทยอาจจะไม่ได้รับเอาความงดงามจากยุคนั้นมาทั้งหมด ต้องไม่ลืมนะครับว่าเรายังอยู่ในวัฒนธรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับเสรีภาพ ในสังคมที่ฤดูร้อนแห่งความรักไม่มีวันจะได้เกิดขึ้น แต่อย่างน้อย ภาพสะท้อนที่ผมได้เห็นก็พอจะสร้างความตราตรึงจนกลายเป็นความหลงไหล ผมอาจจะไม่ได้เห็น The Big Bang แต่เสียงสะท้อนของมันก็ดังก้องกังวานตลอดช่วงวัยเด็ก ทุกครั้งที่มีโอกาส ผมมักจะพยายามตามชดเชยโอกาสที่เคยพลาดด้วยดนตรี และภาพยนตร์ที่บันทึกเรื่องราวจากยุคนั้นเพื่อที่จะพบว่า กลิ่นอายแห่งคามงามของยุคสมัยจะขาดองค์ประกอบสำคัญอย่างไซคีเดลลิคไม่ได้เลย

    ไซคีเดลลิคสำหรับผมแล้ว มันเป็นมากกว่าแนวดนตรี คุณลักษณะของไซคีเดลลิคน่าจะรวมไปถึงบรรยากาศ อารมณ์ที่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้ในดนตรีทุกแนว ในยุคหกสิบ องค์ประกอบแบบไซคีเดลลิคมักจะพบได้บ่อยๆในดนตรีร็อค หรือดนตรีโฟล์ค แต่ถ้าพูดถึงดนตรีในยุคปัจจุบันแล้ว ผมกลับผมองค์ประกอบเดียวกันนี้ในดนตรีอิเลคโทรนิคมากกว่าดนตรีแนวอื่นๆ นอกเหนือไปจากดนตรีแล้ว คุณลักษณะแบบไซคีเดลลิคอาจจะแฝงตัวอยู่ในศิลปะได้ทุกแขนง อย่างในภาพยนตร์ อารมณ์หลอนๆของเสียงกีตาร์ที่บิดเบี้ยวจะถูกแทนด้วยเทคนิคทางด้านภาพและการเล่าเรื่อง จนสะท้อนออกมาในรูปอารมณ์ของภาพ บรรยากาศและการเดินเรื่องของหนัง

    คลิพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของหนังที่นำเอาบรรยากาศแบบไซคีเดลลิคมาถ่ายทอดลงในภาพยนตร์ได้อย่างทรงประสิทธิภาพครับ






    Chappaqua - Conrad Rooks
    http://www.youtube.com/watch?v=0lRAvRQBwco

    เป็นคลิพหนังตัวอย่างของ Chappaqua (1966, Conrad Rooks) ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมีวางตลาดในเมืองไทยเสียที แต่ถ้ามีลิขสิทธิ์ถูกต้อง ก็คงไม่พ้นจะต้องโดนเซ็นเซอร์กระจุยแน่ครับ เพราะแทบทุกฉากจะอบอวลไปด้วยบรรยากาศในแบบที่เราจะได้เห็นเมื่อต้องตกอยู่ในภาวะประสาทหลอนอันเนื่องมาจากฤทธิ์ยา ภาพในหนังบางครั้งก็เป็นภาพสี บางครั้งก็เป็นภาพขาวดำ และภาพขาวดำในบางครั้งก็มีการตัดกันระหว่างแสงและเงาอย่างรุนแรง บ่อยครั้งที่หนังใช้เทคนิคภาพซ้อน ซึ่งผมว่าไกล้เคียงกับภาพที่ได้เห็นหลังจากเสพย์ยา ผู้เสพย์มักจะอยู่กับภาพในห้วงความคิดที่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆอย่างไม่ประติดประต่อ ซ้อนทับกับภาพที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า สำหรับผู้ที่เสพย์เป็นครั้งแรกและไม่ได้เตรียมตัวรับกับภาวะเช่นนี้ การซ้อนทับอาจจะทำให้ผู้เสพย์รู้สึกตื่นตระหนก เสียการควบคุม หรืออาจจะถึงขนาดหวาดกลัว เพราะเขาอาจจะไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ที่ไหนกันแน่ อยู่กับภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าหรืออยู่กับภาพในห้วงความคิด เพราะภาพเหล่านั้นมันไหลทะลักออกมามากเสียจนเขาชักไม่แน่ใจว่าอันไหนคือภาพจริงกันแน่ อาจจะกำลังอยู่ในห้องของตัวเองหรืออาจจะกำลังยืนอยู่ที่ปากเหว

    ภาพทั้งหลายที่ไม่ปะติดปะต่อนั้น บ้างก็ดูเหมือนมองผ่านแว่นขยาย บ้างก็ดูเหมือนมองผ่านเลนส์มุมกว้าง ต่างก็ผุดขึ้นมาจากชั่วขณะหนึ่งไปสู่อีกชั่วขณะหนึ่ง เหมือนกับภาพจากห้วงความคิดที่ผุดขึ้นในขณะที่เรากำลังฝัน ถ้าทุกคนเป็นอัจฉริยะในขณะที่กำลังหลับฝัน เหมือนอย่างที่คุโรซาวาเคยพูดเอาไว้ ผมคิดว่านั่นคงเป็นเพราะ ในยามตื่น "จิตสำนึก" ที่พัฒนาขึ้นตลอดระยะเวลาการเจริญเติบโตจะคอยเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆที่เราเก็บเอาไว้ในความทรงจำ เรียงร้อยเข้าด้วยกันตามลำดับเวลา จนกลายมาเป็นเรื่องราวและตัวตนทางความคิดที่เรามี เป็นกรอบความเคยชินทางความคิดที่ทำให้การมองโลกของแต่ละคนมีความเป็นแบบแผนที่แน่นอน แต่ในขณะที่เรากำลังฝัน สมองของเราต่างเป็นอิสระจากกรอบหรือพันธนาการ ตัวตนในขณะฝันก็เหมือนกับกำลังหลงอยู่ในวังวนของความทรงจำ อดีตอันห่างไกลกับสิ่งที่ผ่านมาเพียงไม่กี่วันอาจจะปรากฏให้เห็นในเวลาไล่เรี่ยกัน การเชื่อมโยงของภาพต่างๆเป็นไปอย่างไร้ระเบียบ คาดเดาไม่ได้ว่าจะเจอภาพอะไรต่อไป บางทีก็อาจจะต้องเจอกับภาพที่น่ากลัว ภาพที่แทบจะไม่มีโอกาสได้ผุดขึ้นมาในหัวเลยในขณะที่เราตื่น เพราะเป็นความทรงจำที่จิตสำนึกพยายามจะเลี่ยงไม่เข้าไปแตะต้อง

    แปลกตรงที่ บางครั้งความฝันก็เรียงกันเป็นเรื่องราวได้บ้างนิดหน่อย บางเรื่องก็เหมือนกับจะมีการหักมุม ซึ่งมันน่าแปลกตรงที่ว่า ถ้าทุกอย่างที่เห็นในความฝันมันอยู่ในหัวของเราอยู่แล้ว มันจะต้องมีอะไรมาหักมุมให้เราประหลาดใจอยู่อีกใช่ไหมครับ บางครั้งการได้ดูหนังบางเรื่อง อย่าง Arabian Nights (1974, Pier Paolo Pasolini) การเล่าเรื่องที่ไม่ปะติดปะต่อก็ให้ความรู้สึกเหมือนตกอยู่ในความฝันได้เช่นเดียวกันครับ พอดูจบผมจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนั้นแทบไม่ได้เลย แต่จำบรรยากาศของหนังและความรู้สึกของการถูกพัดพาให้ท่องไปในภูมิทัศน์สีน้ำตาลอมส้มได้อย่างชัดเจน

    ถ้าภาวะที่หลุดจากการควบคุมของ "จิตสำนึก" ในขณะฝันทำให้ห้วงความคิดที่ผุดขึ้นมาขาดความต่อเนื่อง ตัวตนในเวลานั้นก็น่าจะเรียกได้ว่าดำรงอยู่จากปัจจุบันขณะหนึ่งไปอีกปัจจุบันขณะหนึ่ง ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการทำลายความต่อเนื่องของเวลาทางจิต ที่เชื่อมโยงทุกอย่างที่เคยได้รับรู้ แล้วเรียงมันตามลำดับก่อนหลัง ภาวะการดำรงอยู่เช่นนี้มันก็คล้ายๆกับสิ่งที่เราแทบทุกคนเคยเป็นเมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก ในวัยที่ทุกอย่างดูแปลกใหม่และไม่มีความทรงจำมากพอที่จะให้จิตสำนึกจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นโดยสมบูรณ์ ความแตกต่างของปัจจุบันขณะในวัยเด็กและปัจจุบันขณะในยามหลับฝันก็คือ ในความฝัน ตัวตนของเราล่องลอยอยุ่ในความทรงจำ แต่ปัจจุบันขณะของเด็กคือการรับรู้จากโลกแห่งความเป็นจริง จากขณะหนึ่งไปสู่อีกขณะหนึ่ง ถ้าเทียบกับการรับรู้ของผู้ใหญ่ เป็นไปได้ไหมครับว่าการรับรู้ของเด็กในแต่ละขณะที่ไมค่อยมีการเชื่อมโยง เรียกได้ว่าเป็นการรับรู้ที่ไม่มีการลดทอน อย่างน้อยก็ในด้านรายละเอียดที่อาจจะส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึก

    การรับรู้ของเด็กในลักษณะนี้ อาจจะทำให้เวลาของเด็กในแต่ละวันยาวนานกว่าแต่ละวันของผู้ใหญ่หลายเท่า วินาทีแรกสำหรับเด็กแรกเกิดคือเวลาของชีวิตทั้งชีวิต ในขณะที่แต่ละวินาทีของผู้ใหญ่ก็เป็นเพียงแค่หนึ่งวินาทีที่ผ่านไป เมื่อไม่กี่วันมานี้ ผมได้อ่านบทความเรื่องอนาคตศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของ อนุช อาภาภิรม ในบทความมีการกล่าวถึง "ช่วงเวลาที่เข้มข้น" ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่มีกิจกรรมต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ในระดับสังคม หมายถึงช่วงเวลาที่มีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองเกิดขึ้น ในระดับปัจเจก ก็อาจจะหมายถึงเวลาที่มีกิจกรรมเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ความรู้สึกอย่างเข้มข้น

    ถ้าเป็นเช่นนั้น ในแต่ละคน ความเข้มข้นของเวลาในแต่ละช่วง นอกจากจะขึ้นอยู่กับจำนวนกิจกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว มันก็น่าจะต้องขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวต่อการรับรู้และอารมณ์ความรู้สึกด้วยเช่นกัน มันจะมีประโยชน์อะไรถ้ามีกิจกรรมเกิดขึ้นมากมายรอบๆตัวเรา แต่เรากลับไม่เคยรู้สึกรู้สาอะไรกับมันเลย ช่วงเวลาอย่างนั้นคงจะเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นของเราไม่ได้ใช่ไหมครับ และด้วยระบบประสาทการรับรู้และอารมณ์ความรู้สึกที่ไวของเด็กทำให้สามารถรับรู้กิจกรรมความเป็นไปที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งได้มากกว่าผู้ใหญ่ ก็น่าจะพูดได้ว่า ช่วงเวลาในวัยเด็กย่อมต้องมีความเข้มข้นมากกว่าเวลาในช่วงวัยอื่นอย่างไม่ต้องสงสัย

    ผมเคยอ่านเจอมาว่า ในทารกแรกเกิด ก่อนที่ดวงตาจะเปิด ประสาทการรับรู้หลักของทารกก็คือประสาทสัมผัสตามร่างกายซึ่งไวต่อความรู้สึกค่อนข้างสูง เมื่อเด็กโตขึ้นเรื่อยๆ ประสาทสัมผัสเหล่านั้นจะไปกระจุกตัวกันอยู่ที่บริเวณอวัยวะเพศ ด้วยเครือข่ายเส้นประสาทที่ไวต่อการสัมผัส ความรู้สึกได้รับระหว่างการมีเซ็กส์ทำให้เวลาในช่วง orgasm เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่เข้มข้นเหมือนกับช่วงเวลาแห่งการเป็นทารก ซึ่งหมายความว่า กิจกรรมทางเพศที่เกิดขึ้นก็ล้วนแต่เป็นไปเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของทารกที่อยู่ในตัวเราทุกคนทั้งนั้น ทำไมสำหรับหลายๆคน ช่วงเวลาในวัยเด็กจึงมักเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะเรามักจะค่อยๆสูญเสียความอ่อนไหวเช่นนั้นไปเมื่อเราโตขึ้นเรื่อยๆ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่หลายคนพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งรู้สึกรื่นรมย์เหมือนอย่างที่เคยได้รับ นอกจากเซ็กส์ก็เห็นจะเป็นการใช้สารเสพย์ติดที่สามารถกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกที่ไกล้เคียง

    ถ้ากัญชาช่วยกระตุ้นจินตนาการทางเพศ และโคเคนทำให้รู้สึกอย่างมีเพศสัมพันธ์แล้ว เฮโรอีนก็เรียกได้ว่าเป็นทางลัดที่ส่งผู้เสพย์ไปยัง orgasmic euphoria ภายในเวลาไม่กี่วินาที ผมเคยถามเพื่อนที่ใช้เฮโรอีนเป็นประจำว่า มันใช้เวลานานเท่าไรที่ยาจะออกฤทธิ หลังจากที่ฉีดเข้าเส้นไปแล้ว เขาบอกว่าไม่ถึงเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำ พอผมถามไปว่า หลังจากที่ฉีด รู้สึกเหมือนมีสิ่งแปลกปลอมไหลเข้าไปในเส้นเลือดด้วยหรือเปล่า เขาบอกว่า รู้สึกเหมือนกับว่ามันกำลังคลานขึ้นมาตามเส้นเลือดเลยล่ะ มันน่าแปลกใช่ไหมครับว่าเพียงเสี้ยววินาทีเขาสามารถจะรู้สึกได้ละเอียดถึงขนาดนั้น ถ้าผลทางประสาทของเฮโรอีนสามารถทำลายความต่อเนื่องของเวลาทางจิตได้ละก็ เวลาเพียงเสี้ยววินาทีอาจจะยาวนานเสียจนแต่ละชั่วขณะแทบจะกลายเป็นนิจนิรันดร์เลยทีเดียวเลยนะครับ

    ในขณะที่ระบบประสาทก็เปิดรับความรู้สึกทุกอย่างที่เคยมองข้าม ความคิดที่ผุดออกมาในแต่ละครั้งมันก็คงจะเหมือนจริงเสียจนผู้เสพย์แยกความเป็นจริงกับภาพหลอนไม่ออก ผมเองก็ยังไม่เคยลองกับเฮโรอีน ก็เลยไม่เคยได้มีรู้สึกอย่างนั้นเลยสักครั้ง อย่างเก่งที่เคยทำก็แค่ดูดกัญชาเท่านั้นแหละครับ เคยได้ยินมาว่า เปลือกกล้วยหอมตากแห้งก็สามารถใช้แทนกัญชาได้ เพียงแต่อาจจะมีกลิ่นกล้วยหอมติดมาบ้าง ว่างๆผมก็ว่าจะลองดูเหมือนกัน เพราะถ้าในอนาคต ทีวีสาธารณะถูกฝ่ายการเมืองและกลุ่มธุรกิจเข้ามาแทรกแซงเมื่อไร ผมก็คงจะต้องเลิกทั้งเหล้าและบุหรี่ คงต้องหันสูบเปลือกกล้วยหมอแทน ยังไงก็คงจะไม่มีใครมาจับผมเพียงเพราะมีเปลือกกล้วยหอมไว้ในครอบครองใช่ไหมครับ

    ถ้าการเสพย์ยาเป็นความพยายามอย่างหนึ่งที่จะผลิตซ้ำประสพการณ์ในวัยเด็ก เพราะผู้เสพย์ต้องการได้รู้สึกเหมือนกับเด็กขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อชดเชยให้กับการที่ต้องมีชีวิตอยู่รอดในสังคมที่บีบให้เราฆ่าความคิดฝันของตัวเองลงทีละน้อยทุกๆครั้งที่มีโอกาส และตัดหนทางเชื่อมโยงกับความเป็นเด็กในตัวเราที่เหลืออยู่แทบจะทุกทาง ยิ่งเวลาผ่านไป ความรู้สึกเช่นนั้นยิ่งกลายเป็นสิ่งที่ดูห่างไกลจนต้องรีบหาทางผลิตซ้ำขึ้นมาก่อนที่เราจะลืมมันไปซะ ก่อนที่สังคมรอบข้างจะรุกคืบเข้ามาถึงโลกส่วนตัวชั้นในสุดอย่างห้วงความคิด ผมยังสงสัยอยู่เหมือนกันว่านโยบายการปราบปรามทั้งหลายมันจะมีวันสำเร็จลงได้ยังไง ในเมื่อสังคมที่พยายามจะกำจัดสารเสพย์ติดเหล่านี้ให้หมดไป กลับสร้างปัจจัยทุกอย่างที่ต้อนให้คนหันเข้าหามัน



    London Scenes 1967 Promo
    http://www.youtube.com/watch?v=j-_ShMnsMHA

    นี่เป็นคลิพจากทีวีเยอรมันที่นำเสนอความเป็นไปในยุค Swinging London ครับ ดูคลิพนี้แล้วต้องยอมรับในเสรีภาพของทีวีเยอรมันจริงๆครับ ถ้าเป็นในเมืองไทย ภาพที่ได้เห็นในคลิพนี้คงจะไม่มีโอกาสได้ปรากฏบนจอทีวีอย่างแน่นอน อย่าว่าแต่ในทีวีเลยครับ แม้แต่ในโรงภาพยนตร์ก็คงจะหาดูได้ยาก นี่แสดงให้เห็นว่าการรับรู้สังคมในยุโรปเขาเปิดกว้างกันจริงๆ ในคลิพนี้จะมีภาพที่หาดูได้ยากของบรรดาศิลปินที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งยุคสมัย อย่าง The Who, Jimi Hendrix, Pink Floyd ... บ้างก็เป็นภาพที่พวกเขากำลังเล่นดนตรีกันในคลับ บ้างก็เป็นภาพที่พวกเขากำลังนั่งล้อมวงสูบกัญชา มีช่วงเวลาดีๆกันน่ะครับ ดูแล้วผมก็ได้แต่มานั่งเสียดายว่าตัวเองเกิดมาผิดยุคสมัย ผิดเวลาและก็ผิดสถานที่ครับ
    I&#39;m a proud snob

  17. #42

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ที่คิดว่าเยี่ยมเลยนะคับ
    สีน้ำเงินคือเพลงที่คิดว่าเยี่ยมมากๆ ต้องฟังคับ
    ไม่ได้เรียงตามความชอบนะคับ

    Aero Smith - Nine Lives

    Released Year:1997
    Genre:Rock

    1. "Nine Lives" (Steven Tyler, Joe Perry, Marti Frederiksen) – 4:01
    2. "Falling in Love (Is Hard on the Knees)" (Tyler, Perry, Glen Ballard) – 3:26
    3. "Hole in My Soul" (Tyler, Perry, Desmond Child) – 6:10
    4. "Taste of India" (Tyler, Perry, Ballard) – 5:53
    5. "Full Circle" (Tyler, Taylor Rhodes) – 5:01
    6. "Something&#39;s Gotta Give" (Tyler, Perry, Frederiksen) – 3:37
    7. "Ain&#39;t That a Bitch" (Tyler, Perry, Child) – 5:25
    8. "The Farm" (Tyler, Perry, Mark Hudson, Steve Dudas) – 4:27
    9. "Crash" (Tyler, Perry, Hudson, Dominik Miller) – 4:26
    10. "Kiss Your Past Good-Bye" (Tyler, Hudson) – 4:32
    11. "Pink" (Tyler, Richard Supa, Ballard) – 3:55
    12. "Attitude Adjustment" (Tyler, Perry, Frederiksen) – 3:45
    13. "Fallen Angels" (Tyler, Perry, Supa) – 8:18


    Queen - A Night at the Opera

    Released Year:1975
    Genre:Rock

    1. "Death on Two Legs (Dedicated To...)" (Freddie Mercury) – 3:43
    2. "Lazing on a Sunday Afternoon" (Mercury) – 1:07
    3. "I&#39;m in Love with My Car" (Roger Taylor) – 3:04
    4. "You&#39;re My Best Friend" (John Deacon) – 2:52
    5. "&#39;39" (Brian May) – 3:30

    6. "Sweet Lady" (May) – 4:03
    7. "Seaside Rendezvous" (Mercury) – 2:14
    8. "The Prophet&#39;s Song" (May) – 8:20
    9. "Love of My Life" (Mercury) – 3:38
    10. "Good Company" (May) – 3:23
    11. "Bohemian Rhapsody" (Mercury) – 5:54
    12. "God Save the Queen" (trad.; Arr. May) – 1:13


    Simon & Garfunkel - Wednesday Morning, 3 A.M.

    Released Year:1964
    Genre:Folk


    1. "You Can Tell the World" (Bob Gibson/Bob Camp) – 2:47
    2. "Last Night I Had the Strangest Dream" (Ed McCurdy) – 2:11
    3. "Bleecker Street" (Simon) – 2:44
    4. "Sparrow" (Simon) – 2:49
    5. "Benedictus" (traditional, arranged and adapted by Simon and Garfunkel) – 2:38
    6. "The Sounds of Silence" (Simon) – 3:08
    7. "He Was My Brother" (Paul Kane*) – 2:48
    8. "Peggy-O" (traditional) – 2:26
    9. "Go Tell It on the Mountain" (traditional) – 2:06
    10 "The Sun Is Burning" (Ian Campbell) – 2:49
    11. "The Times They Are a-Changin&#39;" (Bob Dylan) – 2:52
    12. "Wednesday Morning, 3 A.M." (Simon) – 2:13

    *เพลง The Sound of Silence version ไหนไม่แน่ใจครับ แต่เจ๋งมากๆ ที่แยกเสียงร้องซ้ายขวาเป็นเสียงสูงกับเสียงต่ำ ชอบมากๆ


    4.Joe Satriani - Surfing with the Alien

    Released Year:1987
    Genre:Guitar Hero


    1. "Surfing with the Alien" – 4:25
    2. "Ice 9" – 3:59
    3. "Crushing Day" – 5:14
    4. "Always with Me, Always with You" – 3:22
    5. "Satch Boogie" – 3:13
    6. "Hill of the Skull" – 1:48
    7. "Circles" – 3:28
    8. "Lords of Karma" – 4:48
    9. "Midnight" – 1:42
    10. "Echo" – 5:37

    *ฟังสนุกมากๆ คล้ายๆพวกเกมส์ Rockman 8 bit เลยคับ อิอิ


    Metallica -Ride the Lightning



    1. "Fight Fire with Fire"
    2. "Ride the Lightning"
    3. "For Whom the Bell Tolls"
    4. "Fade to Black"
    5. "Trapped Under Ice"
    6. "Escape"
    7. "Creeping Death"
    8. "The Call of Ktulu"








    #1 setup: imac > Grado PS1000
    #2 setup: Apogee Duet > Lehmann Black Cube Linear > Senn HD800

  18. #43

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ขอบคุณทุกคนสำหรับรีวิวครับ
    เห็นปก Ride the Lightning แล้วเศร้านึกถึงวันถูกยกเค้า มันเอาของไปหมดยกเว้นเสื้อที่ระลึก Metallica ชุดนี้แหละ
    Sources: WEISS MAN301 Golden DAC+Antelope ISOCHRONE OCX Clock Cans: L3K[T372/500], STAX SR-009 IEMs: UE11, JH 13 Pro, JH16, UM Sukii
    Amps: Woo Audio WES Maxxest, Minute Legacy SPKs: M&K Sound S300-S150-IW 95s, Maggies 1.7 Sub: JL F-212
    Home Theater: HTPC, Theta Casablanca III HD+Dreadnaught III, Anthem AVM60+Anthem MCA525, Parasound HALO A21
    Projector JVC X9000B Screen: 128" DNP Supernova Core II Blog: http://omonemocommon.blogspot.com/

  19. #44

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ขอบคุณคุณ pc ที่มาอัพเดทวงเจ๋งๆครับ pumajew ผมเคยฟัง ชุดที่หน้าปกแดงๆส้มๆ แต่มันหายไปตอนเปลี่ยน player ครับ เลยไม่ได้ฟังอีก

    ผมขออัพเดทบ้าง

    ช่วงนี้โดน The Submarines วงโฟลค์พ๊อพที่ทำเพลงได้ถูกใจม๊ากมาก
    อัลบั้มใหม่ของ Apartment Kunpa ก็ฟังบ่อยเหมือนกัน เพลง"ใบหน้าของเรา"ชอบที่สุด ยิ่งฟังยิ่งเพราะ "ปรากฎการณ์" โดนใจ รักเป็นเหมือนรอยสัก !!
    อัศจรรย์ จักรวาล จากค่าย So:n Dry flower ที่เพิ่งได้ซีดีมากสดๆ โดนมาตั้งแต่ไปดูคอนเสริ์ต tiger translate ตั้งแต่ต้นปี นี่เพิ่งหาแผ่นได้
    M Ward ชุดเก่าก็เพิ่งได้มา หม่นดี

    1. The Submarines - Declare the new stage
    2. M. Ward - Transister Radio
    3. The Feverfew - Apparitions
    4. Apartment Kunpa - สมรสและภาระ
    5. อัศจรรย์ จักรวาล - อัศจรรย์ จักรวาล

    sleeping with um3x

    awakening with JH5pro

  20. #45

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ไม่ค่อยได้เข้ามาเท่าไหร่ เนื่องจากงานเยอะจริงๆครับ กลับมาถึงบ้านก็อยากนอนแล้ว บางทีนอนแล้วยังฝันว่าทำงานอยู่เลย

    ผมอายุ 28 ไม่ทราบว่าคุณ pc อายุเท่าไหร่ครับ แต่คิดว่าคงพี่ผมแน่ๆ

    ผมได้ตามอ่านที่คุณ pc เขียนทั้งหมดแล้ว ผมขอตอบด้วยประโยคสั้นๆอย่างจริงใจที่สุดเลยครับ เยี่ยมมากๆครับ

    ได้ทั้งบุ๋นทั้งบู๋จริงๆครับ

    พอหันมามองที่ตัวเองเขียน

    Azur 840C &gt; Leben CS-300 &gt; Harbeth P3ESR<br />พักเรื่องหูฟังครับ

  21. #46

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ไม่เห็นต้องเศร้าเลยครับ เพราะอย่างน้อยผมก็ชอบอ่านของพี่ poko ครับ
    ลีลาเหมือนทาง yesindie.com สมัยวันวานจริงๆ อ่านปุ๊ปกิเลสขึ้นปั๊บ วงแต่ละวงมันน่าโดนทั้งนั้นนี่นา
    sleeping with um3x

    awakening with JH5pro

  22. #47

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -



    ผมแนะนำ Album นี้ครับ Azumanga Daioh! the Animation: Utaimasho
    เป็นหนึ่งในงานเพลงขั้นสุดยอดของคอเพลงอนิเมะตัวจริงครับ ได้ฟังเมื่อไหร่ คุณจะเพลิดเพลินไปกับบทเพลงที่มีความเป็นอนิเมะอัดแน่นเต็มๆแบบไร้ช่องว่างครับ ด้วยการนำเสนอโดยนักร้องชั้นนำของวงการอย่าง Orange&Lemon (อ่าาาา ไม่รู้จักอ่ะดิ)และ Tomoko Kaneda มาช่วยการถ่ายทอดอารมณ์ ท่วงทำนองเพลงครับ

    ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายความหมายของอารมณ์และท่วงทำนองของเพลงอนิเมะว่ายังไงดี คิดว่าเพลงแนวนี้ได้ต่อยอดมาจากเพลง Pop นะครับ (หลายคนส่ายหัวเลยดิ "เพลงตลาด"นี่หว่า) อย่าครับอย่า อย่าเพิ่งตัดสินที่ต้นกำเนิดของมัน อยากรู้ความสุดยอดของแนวเพลงนี้เป็นยังไงต้องลองอ่ะนะ (ไปโหลดเอาก็ได้นะ link หาง่ายมากๆ 555+)
    MY RIG: iPod Classic 160GB + UE10pro+UM2<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...M2-userbar.gif<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...10pro-user.gif<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...D2000-user.gif<br />Recently added to Library<br />http://img.photobucket.com/albums/v2...e/Albums04.jpg<br />พอแล้วจริงๆจ้ะ

  23. #48

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ poko

    พอหันมามองที่ตัวเองเขียน
    อายเค้ามั้ยล่ะ 555

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ youngfolks
    ไม่เห็นต้องเศร้าเลยครับ เพราะอย่างน้อยผมก็ชอบอ่านของพี่ poko ครับ
    ลีลาเหมือนทาง yesindie.com สมัยวันวานจริงๆ อ่านปุ๊ปกิเลสขึ้นปั๊บ วงแต่ละวงมันน่าโดนทั้งนั้นนี่นา
    พี่ poko เค้าชอบสไตล์การเขียนของ บก. หนังสือเล่มไหนก็ไม่รู้ค่ะ ลืมไปแล้ว
    เห็นเค้าเคยคุยว่าชอบ 3 คน ประมาณช่วงปี 1969-1989 แต่ไม่เกิน 1992 แน่ๆ (กว้างไปไหมเนี่ย)

    ทุกวันนี้สื่อต่างๆมีมากขึ้น งานเพลงก็มีออกมามากขึ้น การแยกระหว่างงานที่ดีกับไม่ดีก็จะยากมากขึ้นไปด้วยค่ะ

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ กะริโตะคุง


    ผมแนะนำ Album นี้ครับ Azumanga Daioh! the Animation: Utaimasho
    เป็นหนึ่งในงานเพลงขั้นสุดยอดของคอเพลงอนิเมะตัวจริงครับ ได้ฟังเมื่อไหร่ คุณจะเพลิดเพลินไปกับบทเพลงที่มีความเป็นอนิเมะอัดแน่นเต็มๆแบบไร้ช่องว่างครับ ด้วยการนำเสนอโดยนักร้องชั้นนำของวงการอย่าง Orange&Lemon (อ่าาาา ไม่รู้จักอ่ะดิ)และ Tomoko Kaneda มาช่วยการถ่ายทอดอารมณ์ ท่วงทำนองเพลงครับ

    ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอธิบายความหมายของอารมณ์และท่วงทำนองของเพลงอนิเมะว่ายังไงดี คิดว่าเพลงแนวนี้ได้ต่อยอดมาจากเพลง Pop นะครับ (หลายคนส่ายหัวเลยดิ "เพลงตลาด"นี่หว่า) อย่าครับอย่า อย่าเพิ่งตัดสินที่ต้นกำเนิดของมัน อยากรู้ความสุดยอดของแนวเพลงนี้เป็นยังไงต้องลองอ่ะนะ (ไปโหลดเอาก็ได้นะ link หาง่ายมากๆ 555+)
    พี่ค่ะ มีอัลบั้มแบบนี้แนะนำอีกไหมค่ะ ลองฟังดูแล้ว ชอบมากเลยค่ะ

    อันนี้ไม่เกี่ยวนะคะ แต่อยากเขียน

    หนูว่าอีกเหตุผลนึงที่ควรซื้อแผ่นแท้เก็บไว้ก็คือ เมื่ออนาคตอันใกล้มาถึง เครื่องเล่นพัฒนาความจุเป็นหลัก TB
    หรือถึงขนาดเล่น ISO ได้ ตอนนั้นคงไม่มีใครที่มีต้นฉบับดีๆมาปล่อยแน่ๆค่ะ ยิ่งชุดที่หายากๆด้วยแล้ว เพราะมีแต่คนเก็บไว้เป็น mp3
    แต่ถ้าเรามีแผ่นแท้ เราก็จะมีเพลงคุณภาพดีๆไว้ฟังได้ตลอด

    ยังไงก็อยู่เดินทางด้วยกันไปนานๆนะคะ music lover ทุกท่าน
    Portable&gt;iPod 120 GB

  24. #49

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    โอ้ว . . . ไม่นะครับ คุณ poko จะรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้นะครับ ผมเองก็เป็นแฟนประจำที่เหนียวแน่นของคุณคนหนึ่งเหมือนกันครับ ติดตามอ่านมาตลอดตั้งแต่เจอบอร์ดนี้เข้า และรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งครับที่ทราบว่าอย่างน้อยก็มีผู้ที่รักในเสียงดนตรีอย่างคุณ poko คอยหาเสียงใหม่ๆมาให้ฟังอยู่เสมอ

    และจริงๆแล้ว พักนี้ผมก็ไม่ได้เขียนอะไรเลยเหมือนกันครับ รีวิวที่นำมาแปะนั้น ผมเคยเขียนลงในบอร์ดไบโอสโคปมาได้สักพักหนึ่งแล้วครับ เพราะเพลงเท่าที่ได้ฟังจากอินเทอร์เน็ตในช่วงนี้ก็ยังไม่ค่อยเจอวงที่ถูกใจเลยครับ ส่วนใหญ่วงที่ชอบก็เป็นวงที่คุณ poko แนะนำไว้ในอีกกระทู้น่ะครับ ซึ่งผมต้องขอบพระคุณอีกครั้งที่แนะนำวงเหล่านี้ให้ผมได้รู้จัก การได้ค้นพบวงดีๆเพิ่มขึ้นอีกวงเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับผมมากทีเดียวครับ

    *** ที่จริงแล้ว ผมค้นพบบอร์ดนี้ก็เพราะรีวิวของคุณ poko นั่นแหละครับ ตอนนั้นผมกำลังกูเกิ้ลหาข้อมูลของ The Advisory Circle ลืมไปว่าบนหน้าจอตั้งไว้ว่า "ค้นหาหน้าของประเทศไทย" พอกดไปแล้วก็มาเจอบอร์ดนี้ลิสต์ขึ้นมาเป็นอันดับแรกเลยครับ พอคลิ๊กเข้ามาก็มาเจอรีวิวของคุณ poko เข้าพอดีครับ***


    ส่วนอายุของผม ตอนนี้ก็ไกล้จะสี่สิบเต็มทีแล้วครับ เรียกว่าเลิกดีใจกับวันเกิดตัวเองมานานพอสมควรเลยล่ะครับ มีแต่ดนตรีกับภาพยนตร์เท่านั้นที่ทำให้รู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อีกครั้ง หวังว่าทุกท่านจะสนุกกับวัยหนุ่มสาวให้เต็มที่เท่าที่เป็นไปได้ ก่อนจะเป็นอย่างผมนะครับ

    ป.ล. แต่ยังไง ผมก็ยังอยากให้ทุกท่านคิดว่าผมเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันมากกว่าครับ
    I&#39;m a proud snob

  25. #50

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ pc
    โอ้ว . . . ไม่นะครับ คุณ poko จะรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้นะครับ ผมเองก็เป็นแฟนประจำที่เหนียวแน่นของคุณคนหนึ่งเหมือนกันครับ ติดตามอ่านมาตลอดตั้งแต่เจอบอร์ดนี้เข้า และรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งครับที่ทราบว่าอย่างน้อยก็มีผู้ที่รักในเสียงดนตรีอย่างคุณ poko คอยหาเสียงใหม่ๆมาให้ฟังอยู่เสมอ

    และจริงๆแล้ว พักนี้ผมก็ไม่ได้เขียนอะไรเลยเหมือนกันครับ รีวิวที่นำมาแปะนั้น ผมเคยเขียนลงในบอร์ดไบโอสโคปมาได้สักพักหนึ่งแล้วครับ เพราะเพลงเท่าที่ได้ฟังจากอินเทอร์เน็ตในช่วงนี้ก็ยังไม่ค่อยเจอวงที่ถูกใจเลยครับ ส่วนใหญ่วงที่ชอบก็เป็นวงที่คุณ poko แนะนำไว้ในอีกกระทู้น่ะครับ ซึ่งผมต้องขอบพระคุณอีกครั้งที่แนะนำวงเหล่านี้ให้ผมได้รู้จัก การได้ค้นพบวงดีๆเพิ่มขึ้นอีกวงเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับผมมากทีเดียวครับ

    *** ที่จริงแล้ว ผมค้นพบบอร์ดนี้ก็เพราะรีวิวของคุณ poko นั่นแหละครับ ตอนนั้นผมกำลังกูเกิ้ลหาข้อมูลของ The Advisory Circle ลืมไปว่าบนหน้าจอตั้งไว้ว่า "ค้นหาหน้าของประเทศไทย" พอกดไปแล้วก็มาเจอบอร์ดนี้ลิสต์ขึ้นมาเป็นอันดับแรกเลยครับ พอคลิ๊กเข้ามาก็มาเจอรีวิวของคุณ poko เข้าพอดีครับ***


    ส่วนอายุของผม ตอนนี้ก็ไกล้จะสี่สิบเต็มทีแล้วครับ เรียกว่าเลิกดีใจกับวันเกิดตัวเองมานานพอสมควรเลยล่ะครับ มีแต่ดนตรีกับภาพยนตร์เท่านั้นที่ทำให้รู้สึกเป็นหนุ่มเป็นสาวได้อีกครั้ง หวังว่าทุกท่านจะสนุกกับวัยหนุ่มสาวให้เต็มที่เท่าที่เป็นไปได้ ก่อนจะเป็นอย่างผมนะครับ
    ขออนุญาติตอบแทนพี่เค้าเลยนะคะ พี่ poko เพิ่งออกไปงานเลี้ยง คาดว่าวันนี้คงไม่ได้กลับมาเข้าเนท

    ตอนที่พี่เค้าอ่านที่พี่ pc เขียน เค้าบอกว่า คนๆนี้ไม่ธรรมดา หนูก็ถามว่าตรงไหน
    พี่ poko เค้าบอกว่า เกือบทั้งหมดเลยค่ะ วิธีการเขียน การตีความ แนวคิด มุมมอง ประสบการณ์ ฯลฯ
    และ เค้ารู้สึกดีจริงๆนะค่ะที่ได้อ่านอะไรแบบนี้ แล้วก็ได้รู้จักพี่ pc ค่ะ ถึงจะยังไม่เคยได้คุยกันก็ตาม

    พี่ pc อย่าคิดอะไรมากเลยค่ะ พี่ poko เค้าเป็นคนหน้าด้านค่ะ 555
    Portable&gt;iPod 120 GB

หน้า 2 จากทั้งหมด 7 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 1234 ... หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย

กฎการโพสต์ข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] code is เปิด
  • HTML สถานะ ปิด