Untitled Document


      
รับออกแบบเว็บไซต์ โดย บริษัท ไอซี ไอเดีย จำกัด พากิน พาเที่ยว ทั่วไทย หูฟัง Headphone



ล๊อคอินเข้าบอร์ดไม่ได้เพราะถูกแบน กรุณาติดต่อ admin ส่งเมล์มาที่ avseq01.dat@gmail.com
หน้า 3 จากทั้งหมด 7 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 12345 ... หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย
สรุปผลการค้นหา 51 ถึง 75 จากทั้งหมด 155
  1. #51

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ลืมบอกค่ะ หนุก็ชอบที่พี่ pc เขียนมากด้วย
    Portable>iPod 120 GB

  2. #52

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ผมดีใจมากครับที่ได้ทราบว่าคุณ poko และ คุณ GhostBox ชอบที่รีวิวที่ผมเขียน ที่ผมรู้สึกดีใจมากกว่านั้นก็คือได้รู้จักคุณทั้งสองคนครับ

    แต่จริงๆแล้วผมอาจจะเป็นคนที่น่าเบื่อกว่าที่เขาคิดเอาไว้เยอะเลยก็ได้นะครับ ถ้าคุณ poko และ คุณ GhostBox ได้รู้จักผมขึ้นมาจริงๆ คุณทั้งคู่อาจจะทึ่งว่ายังมีคนขี้เกียจอย่างผมหลงเหลืออยู่ในโลก

    หวังว่าผมคงได้อ่านรีวิวเยี่ยมๆจากคุณ poko และคุณ GhostBox ต่อไปเรื่อยๆนะครับ (ถ้าคุณทั้งคู่มีเวลา) ยิ่งถ้าได้ไปอยู่ในแหล่งที่เป็นศูนย์รวมของอารยธรรมดนตรีด้วยแล้ว ก็ยิ่งมีโอกาสได้เจอประสพการณ์ดีๆมาแบ่งปันกันแน่ๆครับ
    I'm a proud snob

  3. #53

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ตอบคุณ youngfolks ครับ

    ขออภัยที่เข้ามาตอบช้า เพราะช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาได้เจอวงที่ถูกใจเพิ่มมาบ้าง ซึ่งช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เจอบ่อยนัก ก็เลยต้องเขียนถึงพวกเขากันสักหน่อย

    ผมดีใจมากเลยครับที่ได้ทราบว่าคุณ youngfolks ก็คุ้นเคยกับดนตรีของ Pumajaw มาเป็นอย่างดี ดนตรีของพวกเขาสมควรจะได้เป็นที่รู้จักมากกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ ผมมักจะรู้สึกยินดีทุกครั้งเลยครับที่ได้ทราบว่ามีคนรู้จักวงดนตรีที่ผมคอยเชียร์มากกว่าที่ผมเคยคิดเอาไว้ บางที อัลบั้มของพวกเขาอาจจะไม่ได้หายากอย่างที่ผมเคยคิดก็ได้นะครับ เพราะเมื่อผมลองกลับไปอ่านกระทู้เก่าๆดูเล่นๆ ปรากฏว่าคุณ Cee^ ก็เคยเขียนถึงอัลบั้มเก่าๆของพวกเขามาแล้ว แต่อัลบั้มนั้นคงเป็นอัลบั้มชุดแรกๆ เพราะไม่ได้ออกมาภายใต้ชื่อ Pumajaw แต่จะเป็น Pinkie Maclure ถ้าผลงานของพวกเขามีวางจำหน่ายในกรุงเทพ ก็นับได้ว่าเป็นโชคดีของผู้ที่รักการฟังเพลงเป็นอย่างยิ่งเลยครับ

    ผมเชื่อว่าพวกเขาได้สร้างสรรค์เสียงในแบบที่ผู้ที่รักดนตรีหลายคนอาจจะไม่เคยรู้ตัวด้วยซ้ำว่าพวกเขาเองก็เฝ้ารอกลิ่นอายแบบนี้มานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรยากาศแบบไซคีเดลลิคท ซึ่งผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่ามันได้สูญหายไปจากวงการดนตรีในยุคนี้กันตั้งแต่เมื่อไร มันไม่ใช่แค่ว่าแวดวงดนตรีในประเทศนี้จะขาดแคลนแต่เฉพาะนักดนตรีที่เล่นในสไตล์ไซคีเดลลิคเท่านั้นนะครับ เพราะแม้แต่ในหมู่ผู้ฟังเองก็ดูเหมือนจะยังไม่ค่อยเปิดรับกับบรรยากาศทางดนตรีแบบนี้กันสักเท่าไร ทั้งๆที่บรรยากาศแบบไซคีเดลลิคก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้มีการสร้างเสียงแบบใหม่ๆออกมา

    และผมคงต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณ คุณ youngfolks ด้วยครับที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านการฟังเพลง ถ้าคุณ youngfolks ไม่ว่า ผมก็คงต้องถือโอกาสใช้พื้นที่ในกระทู้นี้ร่วมแบ่งปันความตื่นเต้นที่ได้จากการค้นพบเสียงใหม่ๆด้วยคนนะครับ และหวังว่าเพื่อนๆท่านอื่นๆจะนำความตื่นเต้นที่ได้รับจากการฟังเพลงที่ชอบมาร่วมแบ่งปันกันบ้างนะครับ เพราะผมค่อนข้างจะเชื่อว่า ต่อไปกระทู้นี้จะเป็นแหล่งข้อมูลอันมีค่าที่ทุกท่านสามารถเข้ามารับความเพลิดเพลินใหม่ๆที่มาพร้อมกับความประหลาดใจ เหมือนที่ผมได้เรียนรู้จากความเห็นต่างๆที่เพื่อนๆทุกท่านนำมาโพสต์ไงครับ

    นอกจากบอร์ด TAF แห่งนี้แล้ว บอร์ดของนิตยสารไบโอสโคปก็เป็นที่อีกแห่งหนึ่งที่ผมมักจะเข้าไปแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอยู่เป็นประจำ ในบอร์ดนั้นก็มีอยู่กระทู้หนึ่งที่คล้ายคลึงกับกระทู้นี้ตรงที่เป็นแหล่งที่สมาชิกจะเข้ามาแบ่งปันหรือแลกเปลี่ยนประสพการณ์ อาจจะเกี่ยวกับดนตรีที่พวกเขาเพิ่งจะได้ฟัง หรือภาพยนตร์ที่พวกเขาเพิ่งจะได้ดู ใครดูหนังหรือฟังเพลงอะไรกันมาบ้างก็ใส่ๆกันเข้ามา จนปรากฏว่า ตอนนี้กระทู้นั้นลากยาวไปได้หกสิบหน้าแล้วครับ ข้อมูลต่างๆที่ผมได้อ่านในกระทู้นั้นทำให้ผมได้รู้จักกับภาพยนตร์และวงดนตรีแนวใหม่ๆที่ผมยังไม่เคยรู้จักได้เยอะเลยครับ

    I'm a proud snob

  4. #54

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    เมื่อประมาณอาทิตย์กว่าๆมานี่เอง ทุกๆครั้งที่ผมคลิ๊กเข้าไปฟังเพลงใน MySpace ก็จะพบว่า lay-out จะดูแปลกตาไปจากเดิม นอกจากนั้น ตรงบริเวณพื้นที่ๆเคยเป็น MySpace Music Player ก็จะมีตัวหนังสือโผล่ขึ้นมาว่า ถ้าต้องการจะฟังเพลงจาก MySpace Music Player ผมจำเป็นต้องมี Adobe Flash Player 9 และต้องเซ็ตให้ Java ทำงานได้ บังเอิญว่าเครื่องที่ผมเล่นติดตั้งโปรแกรมพวกนั้นไว้แล้ว ก็เลยไม่มีปัญหา หลังจากนั้น ผมก็เลยต้องรอสักพัก MySpace Music Player จึงค่อยปรากฏขึ้นมาบนจอ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่า ก่อนหน้านั้น MySpace Music Player เคยเล่นได้กับเครื่องที่มีเวอร์ชั่นเก่าของโปรแกรมพวกนั้นด้วยหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น MySpace Music Player เวอร์ชั่นใหม่นี่คงจะสร้างความยุ่งยากให้กับสมาชิกหลายคนทีเดียวครับ

    ยังไม่หมดครับ พอผมนั่งฟังเพลงไปได้สักพัก ก็ปรากฏว่า เพลงที่ลิสต์ไว้ใน MySpace Music Player ก็ฟังไม่ได้ทุกเพลงเหมือนอย่างที่เคยเป็น ผมไปเช็คในบอร์ดถึงได้รู้ว่า ที่ MySpace อัพเกรด MySpace Music Player ก็เพื่อให้สมาชิกแต่ละคนสามารถสร้างลิสต์เพลงในโปรไพล์ของตัวเองได้ ในช่วงแรกๆอาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง วงดนตรีบางวงเขียนก็เคยเขียนบ่นไว้ในบล็อกของพวกเขาเหมือนกันครับว่าเพลงที่อัพโหลดไว้บางเพลงก็ไม่ยอมเล่น บางเพลงที่ให้ดาวน์โหลด ไปๆมาๆแฟนเพลงดาวน์โหลดไม่ได้บ้างก็มี ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าทีมงานของพวกเขาจะแก้ปัญหานี้ให้เสร็จได้ในเร็ววันนะครับ เพราะตั้งแต่เน็ตที่บ้านผมเริ่มมีปัญหาจนฟังรายการจากบีบีซีไม่ได้ และร้านเน็ตก็ไม่ยอมให้ดาวน์โหลด BBC Radio Player ก็มีแต่ MySpace ที่เป็นช่องทางเดียวที่เหลือให้ผมได้ทดลองฟังเพลงใหม่ๆ ด้วยการเช็ครายชื่อศิลปินที่รายการเหล่านั้นเปิดเพลงของพวกเขา แล้วเข้าไปฟังเพลงของศิลปินเหล่านั้นใน MySpace เอา

    แม้ว่า MySpace จะยังคงช่วยให้ผมสามารถทำความรู้จักกับดนตรีดีๆจากวงหน้าใหม่หลายวง แต่ไม่ได้ฟังเสียงพวกดีเจบีบีซีพวกนั้นมาปีกว่าๆ มาตอนนี้ผมก็ชักจะเริ่มคิดถึงพวก mods ใน BBC ขึ้นมาบ้างแล้วครับ โชคดีที่มาได้ลิ้งค์ของ newmixes จากเพื่อนทางอินเทอร์เน็ต ในเว็บนั้นก็พอจะมีคลังที่รวบรวมรายการโปรดตอนเก่าๆที่บันทึกเป็น MP3 เก็บเอาไว้ให้พอได้ฟังแก้ขัดได้บ้าง ก่อนหน้านั้น ผมยังเคยคิดอยู่เหมือนกันนะครับว่า น่าจะมีการอัดรายการพวกนี้เก็บเอาไว้บ้าง เพราะรายการพวกนั้นจะฟังซ้ำทางอินเทอร์เน็ตได้แค่หนึ่งสัปดาห์หลังจากออกอากาศ ที่น่าเสียดายก็คือ บางสัปดาห์เพลงที่นำมาเปิดมันดีต่อเนื่องกันแทบจะตลอดทั้งรายการเลยครับ

    ตอนแรกที่ได้ฟังรายการตอนเก่าๆของ Mary Anne Hobbs ใน newmixes ผมก็คิดอยู่เหมือนกันว่า นอกจากรายการนี้แล้ว มันก็น่าจะมีรายการอื่นๆที่พวกแฟนรายการนำมาอัพโหลดไว้ในเว็บนี้บ้างเหมือนกัน พอผมลองคีย์ชื่อดีเจคนอื่นๆใน BBC ลงไปบ้าง อย่างชื่อนักจัดรายการคนโปรด Stuart Maconie ก็ปรากฏว่ามีเหมือนกันครับ นอกจากนี้ก็ยังมีรายการของดีเจคนอื่นๆใน BBC อย่าง Giles Paterson, Rob Da Bank (นี่ก็เป็นอีกคนหนึ่งครับที่ผมเคยฟังรายการของเขาเป็นประจำ) และ Pete Tong แต่ผมคงต้องกล่าวถึงรายการ Stuart Maconie's Freak Zone (www.bbc.co.uk/6music/shows/freakzone) เป็นพิเศษหน่อยครับ เพราะรายการนี้เป็นรายการที่ทำให้ผมได้รู้จักกับดนตรีแปลกประหลาดมากมายหลายวงทีเดียว ผมคงต้องยอมรับแหละครับว่าก่อนที่จะเริ่มฟังรายการนี้ ชื่อรายการ Freak Zone ทำให้ผมตัดสินใจอยู่นานว่าจะเข้าไปฟังดีหรือเปล่า นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่าตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในพวก freaks แต่ยังไม่ค่อยอยากจะยอมรับความเป็นจริงของตัวเอง พอได้เข้าไปฟังดูถึงรู้ว่า ก่อนหน้านั้นผมได้พลาดโอกาสที่จะทำความรู้จักกับดนตรีดีๆไปเยอะเหมือนกัน

    ดนตรีที่เปิดในรายการนี้จะมีหลากหลายแนวครับ ทั้งเก่าและใหม่ แต่จะคัดสรรมาเฉพาะดนตรีที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือถูกมองข้าม ซึ่งก็มีทั้งดนตรีในแบบ experimantal noise, prog rock, art rock, post rock, avant-garde rock, psychedelic folk, free jazz, contemporary classical และก็แน่นอนครับ electronica และหลายเพลงที่เปิดในรายการก็หาฟังได้ยากเสียจนถึงขนาดที่ว่า ไม่ใช่แค่ไม่สามารถหาฟังได้จากอินเทอร์เน็ตเท่านั้นนะครับ บางทีแค่จะกูเกิ้ลหาข้อมูลเฉยๆก็ยังหาไม่ค่อยจะได้เลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกวงยุคเก่าๆที่เปิดในช่วง University of Strange (ประมาณ 35 นาทีหลังจากเริ่มรายการ) ที่ Stuart จะเสวนากับผู้ทรงคุณวุฒิทางดนตรีประจำรายการ Professor Justin Spear (เพิ่งรู้มาเหมือนกันครับว่า นอกจากเขาจะจัดรายการนี้ร่วมกับ Stuart แล้ว เขายังเขียนบทความลงใน Mojo และ Word นอกจากนั้นก็ยังเป็นดีเจให้กับ All Tomorrow's Parties festivals ร่วมกับ Stereolab อีกด้วยครับ)

    ได้ฟังแต่ละเพลงที่พวกเขาเอามาเปิดในช่วงนั้น ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปขุดเอาเพลงเหล่านั้นมาจากไหน ผมเคยลองคีย์ชื่อศิลปินที่พวกเขานำมาเปิดลงในกูเกิ้ล ปรากฏว่ามีลิสต์ขึ้นมาแค่ครึ่งหน้าเท่านั้นครับ เพลงที่เปิดในแต่ละครั้งส่วนใหญ่ก็จะขึ้นอยู่กับหัวข้อการเสวนา อย่างบางสัปดาห์จะเป็นหัวข้อ Brazilian Music ก็จะมีการเปิดเพลงของพวกศิลปินอิเลคโทรนิคยุคแรกๆของบราซิล ซึ่งใน MySpace ก็ไม่ค่อยจะมีให้ฟังเสียด้วยสิครับ เพราะดูเหมือนว่าเพลงของพวกศิลปินที่นำมาเปิดในช่วงนี้จะเป็นเพลงที่เป็นที่รู้จักกันแค่เฉพาะในหมู่พวก music connoisseurs เท่านั้นครับ
    I'm a proud snob

  5. #55

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    พอผมได้มาฟังรายการพวกนี้ในร้านเน็ตที่มีเน็ตความเร็วสูง ประกอบกับได้หูฟังที่เก็บรายละเอียดได้ดี เทียบกับลำโพงคอมพ์ที่บ้านที่เสียงยังฟังดูก๊องแก๊งๆ มันยิ่งรู้สึกว่าดนตรีพวกนี้น่าฟังกว่าที่เคยฟังมาเยอะเลยครับ เหมือนกับได้ท่องไปในดินแดนแห่งเสียงอันลี้ลับเป็นชั่วโมง ถ้าเพื่อนท่านใดต้องการจะลองเข้าไปฟังดู ก็คลิ๊กเข้าไปในลิ้งที่แปะไว้ข้างล่างนี้ได้เลยครับ ที่ด้านล่างของลิสต์รายชื่อเพลงก็จะมีให้เลือกทั้งคลิ๊กเข้าไปฟังและดาวน์โหลดครับ ผมนั่งฟังที่ร้านคอมพ์ ถ้าฟังเฉยๆ มันจะขึ้นเป็น PodPress มาให้ครับ

    Stuart Maconie - Freak Zone 12/02/2007
    http://www.newmixes.com/stuart_macon...2-02-2007.html

    สำหรับอาทิตย์นี้ อัลบั้มประจำสัปดาห์นี้จะเป็นอัลบั้ม On The Corner ของ Miles Davis ครับ พอได้ฟังแล้วก็ตั้งใจไว้เลยครับว่า ถ้าเข้ากรุงเทพเมื่อไร จะต้องหาอัลบั้มนี้มาฟังให้ได้ เพลงที่นำมาเปิดจะมีอยู่สองสามเพลง โดยเพลงแรกจากอัลบั้มนี้จะเปิดเป็นเพลงที่สองต่อจาก Maybach ของวงไซคีเดลลิคโฟล์ค Yellow Moon Band ครับ ว่ากันว่าอัลบั้ม On The Corner นี่จะแบ่งนักวิจารณออกเป็นสองขั้ว คือพวกที่ชอบกับที่เกลียดไปเลยครับ เพราะดนตรีในอัลบั้มนี้จะเป็นการนำองค์ประกอบของดนตรีร็อคเข้ามาเจือปนค่อนข้างสูง แต่ผมว่าเสียงที่ออกมากลับคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายในแบบฟั้งค์ ชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นแจ๊สที่ funky เสียยิ่งกว่าดนตรีฟั้งค์จริงๆเสียอีกครับ โดยเฉพาะเสียงออร์แกนนี่กระแทกได้มันส์มากเลยครับ เพลงอื่นๆที่น่าสนใจก็จะมีเพลงของ Teardrop Explodes กับ Throbbing Gristle ครับ ที่จริงแล้วเพลงที่เปิดก็น่าสนใจแทบทุกเพลงเลยครับ แต่ส่วนใหญ่อาทิตย์นี้จะหนักไปทาง prog rock และที่ขาดไม่ได้ก็คือช่วง University of Strange ที่จะมีการเสวนาในหัวข้อ Brazilian Music อย่างที่ผมได้ยกตัวอย่างเอาไว้ก่อนหน้านี้ เพลงที่เปิดจะเป็นเพลงของวงจากบราซิลอย่าง Brazilian Octopus ดนตรีของพวกเขาจะเป็นดนตรีอิเลคโทรนิคยุคแรกๆที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายบอสสาโนวาครับ

    Stuart Maconie - Freak Zone 01/06/2008
    http://www.newmixes.com/stuart_macon...1-06-2008.html

    ในสัปดาห์นี้มีเพลงที่น่าสนใจมากมายทีเดียวครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sisters Of Transistors ที่นำเอาบรรยากาศของหนังสยองขวัญจาก Hammer Studio มาปรับแต่งให้ล้ำสมัย วงอื่นๆที่น่าสนใจก็มี Champion Kickboxer กับ Monsters Build Mean Robots ส่วนอัลบั้มประจำสัปดาห์ก็จะเป็น The Inner Mounting Flame ของ Mahavishnu Orchestra ครับ ดนตรีในอัลบั้มนี้เรียกได้ว่าเป็นการนำเอาดนตรีแจ๊สมาผสมเข้ากับดนตรีของอินเดียในสัดส่วนที่พอเหมาะ แล้วบ่มให้ได้ที่ จนได้ออกมาเป็นดนตรีที่มีกลิ่นไซคีเดลลิคอันเย้ายวนมากเลยครับ ผมยังสงสัยว่า ผลงานดนตรีของเขาน่าจะส่งอิทธิพลต่องานในอัลบั้ม Masada ของ John Zorn ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนะครับ แทร็คอื่นๆที่น่าสนใจก็มีเพลงของ Amon Duul II, Mum และ Vashti Bunyan ครับ และยังมีเพลงของ Belbury Poly ที่จะได้ฟังในเวอร์ชั่นแบบเต็มๆด้วยครับ (ใน MySpace ของพวกเขาจะเป็นแค่excerpt แค่นาทีสองนาทีเองครับ)

    Stuart Maconie - Freak Zone 01/20/2008
    http://www.newmixes.com/stuart_macon...1-20-2008.html

    พอเปิดมาก็เจอกับความแปลกประหลาดจาก Demolition Pumpkin ของ Q Bert เป็นเพลงแรกเลยครับ และสำหรับอาทิตย์นี้ อัลบั้มประจำสัปดาห์ก็คือ Now ของ The Stark Reality ครับ ที่พิเศษที่สุดก็คือ Stuart เปิดเพลงของ The Owl Service ถึงสองเพลงด้วยกันครับก่อนถึงช่วง University of Strange (ประมาณครึ่งชั่วโมงหลังจากเริ่มรายการ) และทั้งสองเพลงที่เปิดก็ไม่ได้อยู่ใน MySpace ของพวกเขาเสียด้วย โดยเฉพาะแทร็ค Marianne ที่มาจากเพลงซาวด์แทร็คในภาพยนตร์เรื่อง Die Screaming, Marianne(1971, Pete Walker) นี่เป็นเพลงที่ผมชอบเป็นพิเศษ ชอบมากกว่าเพลงอื่นๆใน MySpace ของพวกเขาเสียอีกครับ (ยกเว้น A Lyke-Wake Dirge ) ส่วนในช่วง University Of The Strange ก็จะมีการเสวนากันในหัวข้อ cult Finnish jazzer Eero Koivistoinen ครับ


    ถ้าต้องการจะลองฟังรายการที่ออกอากาศในสัปดาห์อื่นๆดู ก็คีย์ชื่อผู้จัดรายการ Stuart Maconie ลงในช่องค้นหาได้เลยครับ แต่รายการของเขาในคลังข้อมูลอาจจะมีไม่มากเท่ารายการของผู้จัดคนอื่นๆ ที่เป็นอย่างนี้ก็คงเป็นเพราะรายการนี้เป็นรายการสำหรับผู้ฟังเฉพาะกลุ่มจริงๆครับ เรียกได้ว่าในเวลานี้ รายการนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่รายการของ BBC 6MUSIC ที่ทำให้ทางสถานียังคงสามารถรักษาระดับมาตรฐานได้สมกับสโลแกนของ BBC 6MUSIC ที่ว่า "Closer to the music that matters"
    I'm a proud snob

  6. #56

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    นอกจากรายการจากสถานีบีบีซีที่พอเป็นช่องทางให้ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับเสียงดนตรีและความเป็นไปในแวดวงดนตรีของอังกฤษแล้ว สถานีวิทยุชุมชนในลอนดอนอย่าง Resonance 104.4 FM ที่ผมได้รู้จักผ่านทาง MySpace ของ Organ Magazine ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้ผมได้มีโอกาสเพลิดเพลินไปกับภูมิทัศน์ทางเสียงอันตระการตา ได้ฟังดนตรีที่ผมไม่เคยมาก่อนเลยครับว่ายังมีคนสร้างเสียงที่งดงามและแปลกประหลาดอย่างนี้อยู่อีก

    ผมละอยากให้เมืองไทยได้มีสถานีวิทยุชุมชนอย่างนี้ขึ้นมาบ้างจริงๆครับ (แทนที่จะมีแต่พวกวิทยุชุมชนคนแท็กซี่หรือพวกสถานีเครือข่ายของพวก นปช. ที่พวกเรดเน็คที่บ้านผมชอบเปิดกันซะดังลั่นบ้าน ผมทนฟังมาเป็นเดือนเป็นปี จากที่เคยฟังไปหงุดหงิดไป ก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นฟังไปขำไปแล้วครับ) ถ้ามันเกิดขึ้นมาได้ รับรองว่าเพลงดีๆไม่มีขาดแคลนแน่ครับ เพราะนอกจากสถานีวิทยุชุมชนแห่งนี้จะดำเนินงานโดยไม่หวังผลกำไร แต่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคล้วนๆ ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้นักจัดรายการสามารถสรรหาดนตรีดีมานำเสนอโดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องความนิยมที่จำเป็นในการดึงดูดพวกเอเจนซี่จากบริษัทโฆษณาแล้ว สถานีแห่งนี้ยังอยู่ภายใต้การดำเนินงานของกลุ่มองค์กรอิสระที่ประกอบขึ้นด้วยบรรดาศิลปินอย่าง London Musicians Collective (LMC) อีกด้วยครับ

    เท่าที่ผมได้อ่านจากวิกิพีเดีย ที่มาของสถานีแห่งนี้เริ่มขึ้นที่เมื่อ LMC ได้ออกแบบงานศิลป์ที่เรียกกันว่า radio art โดยจะทำออกมาในรูปรายการวิทยุเพื่อใช้ประกอบเทศกาลดนตรี Meltdown festival ที่ South Bank Centre ในปี 1998 โดยที่ยอดดีเจผู้เป็นตำนานอย่าง John Peel ซึ่งในเวลานี้ได้กลายเป็นปูชนียบุคคลต่อวงการดนตรีในอังกฤษไปแล้ว ก็รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการในเทศกาลครั้งนั้นด้วย และรายการต่างๆใน radio art ชิ้นนี้ทำขึ้นเพื่อออกอากาศภายในบริเวณที่จัดงานเป็นเวลาสี่สัปดาห์

    สามปีหลังจากนั้น หน่วยงานอย่าง Radio Authority ที่มีอำนาจในการออกใบอนุญาติในการออกอากาศให้กับบรรดาสถานีวิทยุต่างๆ ก็ได้มีโครงการนำร่องที่จะเปิดโอกาสให้แต่ละชุมชนได้มีสถานีวิทยุเป็นของตัวเอง โดยมีข้อแม้วา การดำเนินงานต้องเป็นไปโดยไม่หวังผลกำไรและการออกอากาศจะครอบคลุมแค่พื้นที่ขนาดย่อมๆ รายการที่ผลิตขึ้นจะต้องสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละชุมชนได้อย่างตรงจุด

    เมื่อมีโครงการอย่างนี้ขึ้นมา Resonance FM ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของแผนนำร่องที่ทดลองออกอากาศจากย่าน Soho ใน West End โดย Ofcom ได้แต่งตั้งคณะทำงานซึ่งนำโดย Professor Anthony Everitt เพื่อประเมินผลการทำงานของทางสถานีในฐานะสถานีวิทยุชุมชน ศาสตราจารย์ Everitt ได้กล่าวรวมไว้ในรายการสรุปผลการประเมินว่า

    "ดนตรีชายขอบแขนงต่างๆที่ทางสถานีได้นำเสนอมานั้นครอบคลุมพื้นที่ทางดนตรีได้กว้างไกลกว่าสถานีวิทยุไม่ว่าจะแห่งไหนก็ตามในสหราชอาณาจักร บางทีน่าจะทุกสถานีในโลกเลยด้วยซ้ำ ในขณะที่ต้องจัดรูปแบบรายการเพื่อตอบสนองความต้องการอันหลากหลายให้ได้อย่างทั่วถึง Resonance FM ก็ยังคงขุดค้นลึกลงไปถึงระดับที่ขุมทรัพย์อันล้ำค่าแต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักอย่างดนตรี avant-garde ได้ซุกซ่อนเอาไว้เพื่อรอการค้นพบ แล้วนำความอุดมนั้นมานำเสนอให้สาธารณชนได้มีโอกาศเข้าถึงได้ง่าย โดยที่ไม่ทำให้คุณสมบัติอย่าง ความท้าทาย ความยากแก่การเข้าถึง การสร้างความประหลาดใจ การรบกวนต่อความอดทน ความปลื้มปิติ และส่วนผสมต่างๆที่จำเป็นของดนตรีแขนงนี้ต้องเจือจางลงไปเลย นี่คือ discovery channel โดยแท้จริง"
    I'm a proud snob

  7. #57

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    หลังจากการประเมินผล Resonance FM ก็ได้ใบอนุญาติสำหรับออกอากาศเป็นเวลา 5 ปี และได้กลายมาเป็นสถานีวิทยุชุมชนที่สัญญานครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ central London โดยสัญญานจะส่งออกมาจากบริเวณดาดฟ้าของโรงพยาบาล Guy's Hospital ใน London Bridge หลังจากวันแรกที่ได้ออกอากาศมาจนถึงเวลานี้ Resonance FM ได้นำเสนอสาระประโยชน์ตั้งแต่รายการดนตรีที่เป็นเปิดพื้นที่ให้กับดนตรีดีๆแต่ขาดเวทีในการนำเสนอ รายการเสวนาเชิงวิเคราะห์ทางด้านสังคม การเมืองและวัฒนธรรม รายการที่ออกอากาศด้วยภาษาต่างประเทศสำหรับผู้อพยพในชุมชน ตลอดไปจนถึงรายการที่ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสวัสดิการสังคมและสิทธิประโยชน์ที่ผู้สูงอายุพึงได้รับ ดังที่เขียนไว้ในแถลงการณ์ถึงพันธกิจของทางสถานีที่ว่า

    "ลองจินตนาการถึงสถานีวิทยุที่ไม่มีสิ่งใดเหมือน สถานีที่นำเสนองานศิลป์ที่การสื่อสารแบบดั้งเดิมไม่เปิดพื้นที่ให้งานเหล่านั้นได้รับการนำเสนอสู่สาธารณชน สถานีวิทยุที่เป็นคลังรวบรวมความแปลกใหม่ สิ่งที่ยังไม่ได้รับการค้นพบ สิ่งที่ถูกลืม สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ สถานีแห่งนี้คือแกลลอรี่ที่มองไม่เห็น คือศูนย์ศิลปะเสมือนจริงซึ่งมีที่ตั้งอยู่ทั้งในท้องถิ่น ทั่วโลก และไร้กาลเวลา สถานีซึ่งโดยตัวมันเองแล้วคืองานศิลปะ ลองจินตนาการถึงสถานีที่ตอบรับต่อการริเริ่มสิ่งใหม่ๆได้ในทันที ในขณะเดียวกันก็ให้เวลามากพอเพื่อที่จะได้สูดลมหายใจลึกๆและพินิจพิเคราะห์ สถานีซึ่งเป็นห้องแล็บสำหรับการทดลอง ซึ่งโดยคุณลักษณะเฉพาะของมันจะนำมาซึ่งเสรีภาพต่อทั้งผู้ฟังและผู้สร้างสรรค์ ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาและที่มากไปกว่านั้น Resonance104.4fm มีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะให้คลื่นความถี่ในลอนดอนสามารถเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สร้างสรรค์งานศิลปะร่วมสมัยให้ครอบคลุมได้อย่างทั่วถึงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้"

    ถ้าจะว่ากันเฉพาะแค่รายการเพลง ผมเคยลองคลิ๊กเข้าไปใน MySpace ของ Resonance FM ดูแล้ว ผมก็ค่อนข้างเชื่อตามที่เขียนไว้ในแถลงการณ์ของพวกเขานะครับว่า สถานีของพวกเขาจะนำเสนองานศิลปะทางเสียงที่สื่อทั่วไปไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ เพราะดูจากใน Top Friends ซึ่งประกอบไปด้วยนักดนตรีที่เป็นสมาชิกของ LMC แล้ว พวกเขาทุกคนเป็นนักดนตรีทำแต่ดนตรีทดลองกันล้วนๆ เรียกว่าแต่ละคนนี่หลุดโลกกันมาทั้งนั้นเลยครับ ฟังเพลงของพวกเขาไปได้สักพักผมก็ต้องขอพักยก เพราะดนตรีของพวกเขามีความเป็น avant-garde สูงเกินกว่ากระเพาะผมจะรับได้ครับ บางทีอาจจะมากพอที่จะทำให้พวกคอดนตรีทดลองที่คิดว่าตัวเองฟังมาหมดแล้วกลายเป็นพวกหน่อมแน้มไปเลยครับ

    ฟังไปผมก็พอจะนึกภาพออกว่าสถานีแห่งนั้นคงต้องเป็นแหลงรวมรายการเพลงดีๆที่เปิดเพลงได้อย่างแทบจะไร้ข้อจำกัดกันเลยทีเดียว มีรายการดีๆ อย่าง Mixing It ที่เคยออกอากาศทาง BBC Radio 3 และต่อมาก็เผชิญชะตากรรมที่รายการดีๆของ BBC มักจะเจอ พอสัญญาหมดอายุ รายการดีๆอย่างนี้ก็มักจะไม่ได้รับการต่อสัญญา เมื่อหลุดจากผังของ BBC มาได้ไม่นาน ก็มาได้ที่พำนักแห่งใหม่ที่ Resonance FM แทนครับ รายการเพลงบางรายการ พวกนิตยสารดนตรีก็ลงมาผลิตรายการเพลงเองเลยครับ นอกจากรายการเพลงของ Organ Magazine แล้ว ยังมีนิตยสารอย่าง The WIre Magazine ที่เน้นเรื่องดนตรีทดลองโดยเฉพาะ ก็มีรายการที่ออกอากาศเป็นประจำในสถานีแห่งนี้เช่นเดียวกันครับ และก็เป็นรายการที่ผมฟังเริ่มฟังบ่อยๆหลังจากเน็ตที่บ้านมีปัญหา

    แม้ว่า Resonance FM จะไม่มี Radio Player ให้เลือกรายการและฟังซ้ำได้เหมือนอย่างบีบีซี ถ้าจะฟังก็ต้องฟังสดกันอย่างเดียว แต่พวกรายการเพลงที่ออกอากาศกับทางสถานีมักจะมีเว็บไซท์ของตัวเอง ในเว็บไซท์เหล่านั้นก็จะมีคลังที่เก็บไฟล์ของรายการที่เคยออกอากาศมาแล้วให้ได้ฟังซ้ำได้เรื่อยๆ อย่างรายการของ The WIre Magazine ก็สามารถคลิ๊กเข้าไปฟังได้ที่ลิ้งค์ข้างล่างครับ มีศิลปินรับเชิญทำมิกซ์ดีๆมาให้ฟังเยอะเหมือนกันครับ

    http://www.thewire.co.uk/articles/the_wire_on_air/

    รายการนี้นอกจากช่วยตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นทางดนตรีให้กับผมได้อย่างเต็มอิ่มแล้ว ข้อดีอีกอย่างก็คือผมสามารถนั่งฟังที่ร้านเน็ตได้ด้วยครับ ผิดกับรายการของบีบีซีที่ผมยังต้องดาวน์โหลด BBC Radio Player เพื่อที่จะเลือกฟังซ้ำรายการที่ต้องการ ที่แย่ก็คือร้านเน็ตมักจะไม่ค่อยยอมให้ลูกค้าดาวน์โหลดโปรแกรมจากอินเทอร์เน็ตไว้ในเครื่องของร้าน ผมก็เลยอดฟังไปตามระเบียบ นอกจากฟังรายการตอนเก่าๆที่เก็บไว้ในเว็บ newmixes เท่านั้น ส่วนรายการของ The WIre Magazine สามารถฟังจาก Window Media Player ได้เลย และร้านเน็ตส่วนใหญ่จะมี Window Media Player ติดตั้งในเครื่องให้อยู่แล้วครับ
    I'm a proud snob

  8. #58

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    รายการนี้อาจจะไม่มีการเสวนาที่เข้มข้นเหมือนอย่างรายการ Freak Zone ของ BBC 6 MUSIC เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านเวลา ดีเจจะแค่เปิดเพลงและก็อธิบายประกอบสั้นๆ แต่เพลงที่นำมาเปิดนอกจากจะท้าทายให้ผู้ฟังทำลายข้อจำกัด และขยายขอบเขตการฟังเพลงไปสู่เขตแดนใหม่ๆแล้ว ยังมีความหลากหลายขนาดที่ว่า บางเพลงผมไม่เคยคิดว่าจะเจอในลิสต์รายชื่อเพลง แต่ก็ยังได้เจอ อย่าง เพลงที่เปิดในรายการเมื่อวันที่ 3 เมษา ที่ผ่านมานี้ มีอยู่เพลงนึงที่ผมยังสงสัยอยู่ว่า "มาได้ไงเนี่ย"

    Luk Tung Klong Yao
    The Son Of PM
    from V/A - Shadow Music Of Thailand
    (Sublime Frequencies LP)

    เหลือเชื่อไปเลยนะครับ นี่ผมกำลังพูดถึงรายการดนตรีที่จัดขึ้นโดยนิตยสารที่เป็นที่รู้กันทั่วไปในอังกฤษว่ามีเนื้อหาที่เน้นหนักไปทางดนตรีทดลองอย่างเข้มข้น และออกอากาศจากสถานีวิทยุชุมชนใน Central London อย่าง Resonance FM ที่ขึ้นชื่อในหมู่แฟนๆดนตรี avant-garde ระดับฮาร์ดคอร์ว่าเป็นรายการที่รับประกันความหลอนทุกครั้งที่ได้ฟัง มีอยู่หลายเพลงที่มัน avant-garde เสียจนผมต้องมานั่งนึกในใจว่า "นี่มันกะจะฆ่ากันเลยหรือยังไง" รายชื่อเพลงในวันนี้คงพิสูจน์ได้นะครับว่า เพลงลูกทุ่งบางทีก็สามารถไปไกลได้มากกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยครับ บางครั้งเพลงลูกทุ่งสามารถเป็นดนตรีทดลองได้ในตัวเหมือนกันนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ลูกทุ่งกลองยาว"

    ผมยังไม่ได้เข้าไปฟังรายการของวันนั้นเลยครับ เพราะมัวแต่ฟังรายการของวันอื่น อย่างที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 3 กรกฏาคมที่ผ่านมา ก็มีการเปิดมิกซ์ของศิลปินในค่าย Ghost Box เป็นค่ายโปรดที่ผมอยากให้มีสักบริษัทนำเข้ามาจัดจำหน่ายมากเลยครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับ บางทีอาจจะมีซีดีจากศิลปินในค่ายนี้วางจำหน่ายในเมืองไทยเรียบร้อยแล้วก็ได้ เพราะจำได้ว่า YesIndie ก็เคยเปิดเพลงของ Belbury Poly เหมือนกันครับ
    I'm a proud snob

  9. #59

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ปัญหาอย่างหนึ่งที่มักจะเจออยู่เป็นประจำเวลาฟังรายการพวกนี้ก็คือ บ่อยครั้งเวลาที่ผมได้เจอวงที่ถูกใจ วงที่ทำดนตรีได้น่าตื่นเต้นเสียจนผมต้องเอาไปอวดเพื่อนๆ พอลองกูเกิ้ลหา MySpace ของพวกเขาดู มันก็กลายเป็นว่า วงพวกนั้นก็มักจะไม่ค่อยมี MySpace ให้ได้ลองฟังเพลงหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมกันบ้างเลยครับ ทั้งๆที่วงเหล่านั้นก็มีบริษัทแผ่นเสียงต้นสังกัดที่จัดจำหน่ายผลงานให้กับพวกเขา ไม่ได้เป็นพวกวง unsigned กันแต่อย่างใด อย่าง Scorces นี่ก็เป็นอีกวงหนึ่งที่ไม่มี MySpace ให้ได้ลองฟังเพลงเลย ผมก็เลยต้องถือโอกาสนี้ขออนุญาติแปะลิ้งค์ของรายการตอนที่เปิดเพลงของพวกเขาให้ลองฟังดูแทน แต่ก็ยังนับว่าโชคดีนะครับที่อย่างน้อยในอินเทอร์เน็ตยังพอมีข้อมูลของพวกเขาให้ได้อ่านบ้าง



    Scorces
    Adventures In Modern Music 07 August 2008 ... Hosted by Edwin Pouncey
    http://www.thewire.co.uk/articles/1230/

    ลิ้งค์ที่แปะไว้ข้างบนเป็นรายการที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมครับ เมื่อคลิ๊กเข้าไปก็จะมีลิสต์รายชื่อเพลงขึ้นมาที่หน้าจอ เมื่อเลื่อนจอลงไป ที่ด้านล่างของลิสต์รายชื่อเพลงก็จะมีให้เลือกว่าจะ play หรือ download ผมยังไม่เคย download เพราะผมมักจะนั่งฟังที่ร้านเน็ตไปเลยครับ เมื่อคลิ๊กไปที่ play แล้วรอสักพัก ก็จะมี Window Media Player ขึ้นมาบนจอ หลังจากนั้นก็ฟังได้เลยครับ เพลงของ Scorces จะเป็นเพลงที่สองครับ จริงๆแล้วต้องเรียกว่าเป็นเพลงที่สามถึงจะถูก เพราะทุกๆครั้งตอนเริ่มรายการ มักจะมีไตเติ้ลแทร็คเปิดนำมาก่อน ดูเหมือนจะเป็นแทร็คที่ชื่อ Guitar Trio ของ Rhys Chatham ส่วนแทร็ค "Better Ruin Than Restored" ของ Scorces จะเล่นต่อจาก "Suicide Bomb" ของ Primal Scream ครับ

    ดนตรีของ Scorces ใน "Better Ruin Than Restored" จะอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งหมอกควันและภาพหลอน ฟังแล้วก็ชวนให้นึกถึงบรรยากาศในช่วงสองสามนาทีแรกใน A Saucerful of Secrets เวอร์ชั่นแสดงสดจากอัลบั้ม Ummagumma ของ Pink Floyd จริงๆครับ เหมือนกับเป็นการจับเอาสองสามนาทีแห่งภาพหลอนจาก A Saucerful of Secrets มายืดขยายให้เด่นชัดขึ้น ตลอดทั้งเพลงจะเป็นการด้นสดที่เต็มไปด้วยเสียงแบ็คกราวด์ที่ดังหึ่งๆในคีย์ต่ำ เจือด้วยเสียงเอ็ฟเฟ็คที่ถูกขยายใหญ่จนฟังดูเหมือนเมฆดำทะมึนที่แผ่ปกคลุมลงมาเป็นม่านหมอกแห่งความน่าสะพรึงกลัว และตัดเข้ามาเป็นระยะด้วยลำแสงสว่างวาบของกีตาร์ไซคีเดลลิคที่ฟังดูเหมือนจะผุดขึ้นมาโดยไร้เจตจำนง ... ทีละน้อย ... ผู้ฟังจะค่อยๆรู้สึกเหมือนถูกดูดเข้าสู่ดินแดนอันเร้นลับที่ทั้งดูน่ากลัวพอๆกับที่น่าหลงไหล

    แม้ว่าเสียงต่างๆใน "Better Ruin Than Restored" จะไม่ถูกกำกับโดยท่วงทำนอง (การขึ้นลงของระดับเสียงตามลำดับเวลาที่เป็นไปอย่างสอดคล้องกับระบบตรรกะทางอารมณ์) แต่บรรยากาศทางดนตรีที่ประกอบกันขึ้นจากเสียงต่างๆที่ฟังดูเหมือนจะไม่มีความเชื่อมโยงกันนั้น จะมีการส่งต่อกันด้วยตรรกะของตัวมันเอง คล้ายกับท่วงทำนองที่กำลังท่องไปในพื้นที่ทางอารมณ์ที่ไม่เคยได้รับการสำรวจ การกลั่นเอามิติอันเร้นลับจากเสียงที่ไม่ปะติดปะต่ออย่างนี้ออกมาได้ ย่อมต้องเกิดขึ้นจากการด้นสดเท่านั้นครับ และนักดนตรีก็จะต้องเล่นดนตรีด้วยกันมานานจนมีความคุ้นเคยกับสไตล์การเล่นของแต่ละคนเป็นอย่างดี

    ความคุ้นเคยเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ในกระบวนการสร้างสรรค์งานดนตรีของ Scorces แน่นอนครับ เพราะทั้งวงมีกันอยู่แค่ Christina Carter กับ Heather Leigh Murray เท่านั้น และทั้งคู่ต่างก็เป็นเพื่อนที่เคยร่วมงานกันมาเป็นเวลานาน เคยเล่นอยู่กับวง Charalambides ด้วยกันในเท็กซัส ก่อนที่จะแยกย้ายออกไปเล่นกับวงอื่นๆบ้าง ออกงานเดี่ยวบ้าง แล้วก็มาร่วมงานกันอีกครั้งใน Scorces การสร้างงานของพวกเธอจะเกิดขึ้นจากการด้นสดจนกระบวนการเข้าสู่ภาวะงานดนตรีจะก่อรูปขึ้นมาเป็นบทเพลง บางเพลงจะบรรเลงโดยเครื่องดนตรีล้วนๆ บางเพลงจะคลอไปด้วยเสียงร้องที่ปราศจากถ้อยคำ ด้วยกระบวนการสร้างงานที่อิงกับตรรกะแห่งความฝัน ซึ่งเป็นเวลาที่ความนึกคิดเป็นไปอย่างอิสระ ปราศจากการจองจำโดยจิตสำนึก เสียงที่ออกมาจากระบบตรรกะแบบนี้จึงไร้รูปแบบอันตายตัว ส่งผลให้ดนตรีของพวกเธอสามารถเปลี่ยนรูปกลับไปกลับมาระหว่างดนตรี minimalist อันงดงามไปกับไซคีเดลลิคร็อคได้อย่างกลมกลืน ในขณะเดียวกับที่ผู้ฟังก็ถูกทิ้งให้อยู่ในดินแดนแห่งภาพหลอนโดยไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
    I'm a proud snob

  10. #60

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Sone Institute
    http://www.myspace.com/soneinstitute


    ผมเคยเขียนถึง ไปครั้งหนึ่งแล้วในบอร์ดไบโอสโคป Sone Institute พอกลับไปฟังเพลงใน MySpace ดูอีกที ก็ปรากฏว่าเพลงที่เคยมีใน MySpace Music Player ถูกเปลี่ยนเป็นเพลงใหม่หมดเลยครับ แต่เพลงใหม่ๆที่ใส่เข้ามาก็ยังคงความเข้มข้นของอารมณ์ในแบบไซคีเดลลิคไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเพื่อนๆต้องการลองฟังเพลงที่หลุดจาก MySpace ไปแล้ว บางเพลงก็ยังพอมีเป็นคลิพวิดิโอให้ชมใน YouTube ที่ลิ้งค์ข้างล่างครับ

    Sone Institute 'League of Astonishing Creatures'
    http://www.youtube.com/watch?v=ae7smEqyAx0

    ได้ฟัง แล้ว Sone Institute ผมรู้สึกดีใจมากเลยครับที่จิตวิญญานในแบบไซคีเดลลิคไม่ได้สิ้นสุดลงแค่ในยุค 60s เท่านั้น เสียงในแบบไซคีเดลลิคได้ผ่านวิวัฒนาการไปพร้อมๆกับเทคโนโลยีทางดนตรีที่ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ผมเคยคิดไปเองแบบตื้นๆว่า เสียงแบบไซคีเดลลิคนั้นเหมาะแค่เฉพาะกับเทคโนโลยีการบันทึกเสียงในยุคที่ไซคีเดลลิคถือกำเนิดขึ้นเท่านั้น ไม่เหมาะกับความคมชัดของเทคโนโลยีในยุคใหม่ที่ทำลายเสน่ห์แห่งความคลุมเครือจากความพร่ามัวไปจนหมด โดยเฉพาะความยิ่ง ความคมชัดในดนตรีอิเลคโทรนิค นั่นคงเป็นเพราะในเวลานั้นผมได้ฟังแค่ดนตรีอิเลคโทรนิคเท่าที่หาฟังได้ตามฟลอร์เต้นรำเท่านั้น

    จนกระทั่งได้ฟังรายการอย่าง Freak Zone ถึงได้ทราบว่า ดนตรีอิเลคโทรนิคมีขอบเขตที่กว้างไกลกว่าที่ผมเคยคิดไว้เยอะเลยครับ ไม่จำกัดแค่เฉพาะดนตรีเต้นรำเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว ศิลปินกลุ่มแรกที่บุกเบิกสร้างงานดนตรีจากเครื่องดนตรีอิเลรโทรนิคก็คือพวกนักประพันธ์ดนตรีคลาสสิคนั่นเองครับ ผมเคยฟังในรายการสารคดีของบีบีซีว่า งานดนตรีที่ทำขึ้นจาก sound collage ของ Steve Reich ได้ช่วยวางแนวทางให้พวกดีเจยุคหลังๆสร้างงานดนตรีจากการตัดต่อและมิกซ์พวก sample เข้าด้วยกัน แม้ว่าดนตรีจากกระบวนการเหล่านั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นที่รู้จักแต่เฉพาะดนตรีเต้นรำ แต่ก็มีศิลปินอย่าง Sone Institute ที่นำเอาเทคโนโลยีอันทันสมัยในยุคปัจจุบันเข้ามาเพิ่มมิติให้กับเสียงแบบ vintage จากปลายยุคหกสิบ จนเสียงที่ฟังดูคล้ายภาพนามธรรมอันงดงามได้กลายเป็นภูมิทัศน์แห่งภาวะไร้สำนึกที่มีมวลและรูปทรงอันน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นดินแดนแห่งสรรพเสียงอันหลากหลายที่ผู้ฟังอาจจะคุ้นเคย แต่ไม่เคยได้สัมผัสอย่างไกล้ชิดถึงระดับที่ได้เห็นมวลเสียงเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้อย่างมีชีวิตชีวามาก่อน ในขณะเดียวกับที่จินตนาการของผู้ฟังเองก็ถูกปลุกเร้าให้ตื่นตะลึงไปกับดินแดนอันลี้ลับที่ไม่เคยไปถึง แต่ก็อยู่ในห้วงความคิดตลอดเวลา ... ดินแดนแห่งความฝันและอารมณ์แห่งการฝังใจอยู่กับอดีตที่ไม่เคยเกิดขึ้น

    Sone Institute หรือ Roman Bezdyk ประกอบความคิดฝันของเขาขึ้นในสติวดิโอเล็กๆที่ St Albans ด้วยอุปกรณ์อย่างพวกชิ้นส่วนอิเลคโทรนิค เทปแม่เหล็ก เครื่องบันทึกเทป เขาได้รวบรวมเสียงตัวอย่างที่อัดจากเครื่องสาย เครื่องเคาะในห้องเรียน หรือเสียงอันงดงามรอบๆตัวที่เขาค้นพบโดยบังเอิญ เสียงอนาล็อกอันเปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์เหล่านี้ได้ผ่านกระบวนการ post production ด้วยเทคโนโลยีแห่งยุคดิจิตอลที่สามารถสำรวจองค์ประกอบแห่งความงามในทุกแง่มุม แล้วนำมาตีแผ่ให้เห็นแม้กระทั่งรายละเอียดที่เคยถูกมองข้าม บางครั้งก็เหมือนกับว่าผู้ฟังเคยได้ยินเสียงบางตัวจากเพลงป๊อปในยุค 60s มาก่อน เสียงเหล่านั้นอาจจะเคยเป็นแค่ตัวประกอบในแบ็คกราวด์ แต่เมื่อมาได้ยินอีกครั้งในผลงานของ Sone Institute เสียงนั้นจะฟังดูมีมิติ และเป็นนามธรรมเมื่อประกอบเข้ากับเสียงอื่นๆ อย่างเสียงออร์แกนใน "On Tree Hill" ในบางช่วงจะฟังดูเหมือนเสียงออร์แกนที่พบได้ในเพลงป๊อปต้นยุคหกสิบ ฟังแล้วชวนให้นึกไปถึงช่วงเวลาอันสดใส ในอีกชั่วขณะต่อมา เสียงจากเครื่องดนตรีชิ้นเดียวกันก็พลิกเปลี่ยนไปเป็นเสียงกับเสียงออร์แกนที่มาพร้อมกับบรรยากาศหลอนๆในดนตรีประกอบภาพยนตร์จากปลายยุคหกสิบ ในแทร็คนี้ ระหว่างอารมณ์สองขั้วที่ดูขัดแย้ง เสียงออร์แกนจะพลิกกลับไปกลับมาระหว่างอารมณ์ทั้งสองแบบได้อย่างสง่างาม

    ในบางแทร็คอย่าง "Hobbyhorse" แม้จะมีเสียงล้ำยุคจากเครื่องดนตรีอิเลคโทรนิคยุคปัจจุบันร่วมอยู่ด้วย แต่ก็ไม่ได้แทรกเข้ามาเพื่อทำลายบรรยากาศในแบบไซคีเดลลิคลงแต่อย่างใด เพราะเสียงล้ำยุคเหล่านั้นจะเป็นเหมือนองค์ประกอบปลีกย่อยที่โคจรอยู่โดยรอบเพื่อขับเน้นความงามของเสียงอนาล็อกให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้บรรยากาศของเพลงดูไร้กาลเวลาอีกด้วยครับ ลิ้งข้างล่างจะเป็นมิวสิควิดิโอของ 'London Heir' ฟังแล้วเหมือนได้กินเห็ดเม็กซิกันเลยครับ

    Sone Institute 'London Heir'
    http://www.youtube.com/watch?v=WWS-vRyaUMo

    ตัวร่วมอย่างหนึ่งในดนตรีของ Sone Institute ก็คือ การปลุกเร้าจินตนาการอันหลากหลาย บางครั้งก็ทำให้นึกถึงความคิดฝันในวัยเด็กที่เกือบจะลืมไปแล้ว ชั่วขณะแห่งความปลื้มปิติที่เคยผุดขึ้นมาสร้างความประหลาดใจโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว บางครั้งก็ทำให้นึกถึงภาพยนตร์ในสไตล์ surrealist ดินแดนอันห่างไกลในห้วงความคิด หรือการหลีกหนีเข้าไปสู่ภาวะไร้สำนึก แบบเดียวกับที่งานศิลป์ในยุคหกสิบพยายามจะถ่ายทอดห้วงอารมณ์เหล่านั้นออกมา และในที่สุด จิตวิญญานแห่งยุคสมัยอันน่าหลงไหลก็ได้รับการสืบทอด ด้วยเทคโนโลยีแห่งปัจจุบัน
    I'm a proud snob

  11. #61

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Beth Jeans Houghton
    http://www.myspace.com/bethjeanshoughton

    ผมหลงเสน่ห์ในเสียงร้องของศิลปินโฟล์คหน้าใหม่จาก Newcastle คนนี้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟังเลยครับ แม้จะเห็นได้ชัดว่าดนตรีของเธอบันทึกเสียงออกมาอย่างเรียบง่าย แต่ขั้นตอนที่เรียบง่ายน่าจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในดนตรีของเธอครับ เพราะมีแต่ขั้นตอนที่สั้นกระชับเท่านั้นที่สามารถคงอารมณ์อันสดใสในเสียงร้องของเธอเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยที่ความสดใหม่เหล่านั้นไม่ต้องตกหล่นสูญหายไประหว่างทาง เสียงของเธอได้รวมเอาลักษณะเด่นของความสดใสในวัยแรกรุ่น (เธอเพิ่งจะอายุได้สิบแปดปีเองครับ) เข้ากับสุนทรียภาพอันละเมียดละมัยที่กลั่นกรองมาจากประสพการณ์ที่เกินวัย ความแตกต่างที่ผสมผสานกันได้อย่างลงตัวนี้เอง ทำให้ดนตรีของเธอโดดเด่นต่างไปจากสไตล์ดนตรีอคูสติคโฟลคจากศิลปินหญิงคนอื่นๆในยุคเดียวกัน

    บทความตามนิตยสารดนตรีต่างๆที่กล่าวถึงเธอ ได้จัดให้เธอเป็นศิลปินในกลุ่ม anti-folk ซึ่งอาจจะเห็นได้ชัดใน "Cruel Francis" ที่เธอจะร้องไปพร้อมๆกับมีเสียงกระแอมไอแทรกเข้ามาเป็นระยะๆ คล้ายกับจะเป็นการล้อเลียนขนบที่ยึดถือกันในหมู่นักดนตรีโฟล์คกระแสหลัก ที่มักจะนำเสนอบทเพลงวิพากษ์สังคมพร้อมไปกับการยัดเยียดทัศนคติทางการเมืองด้วยท่าทีที่ขึงขังราวกับว่าตัวเองเป็นศาสดา แต่แม้ว่าจะเป็นการล้อเลียน น้ำเสียงและสไตล์การร้องของเธอก็ยังคงความสดใสไร้การเสแสร้งเช่นเดียวกับที่พบในเพลงอื่นๆ บทความบางชิ้นเขียนไว้ว่าเสียงร้องของเธอเป็นเหมือนส่วนผสมระหว่าง Vashti Bunyan กับ Meg Baird แห่งวง Espers แต่ผมก็ยังรู้สึกว่าลักษณะการเปล่งเสียงร้องของเธอจะอิงกับสไตล์การร้องของดนตรีคลาสสิคมากกว่า

    โดยเฉพาะในเพลง The Garden ที่ผมอยากจะรู้จริงๆว่าเสียงร้องของเธอบันทึกออกมายังไงถึงได้ฟังดูสดใส ในขณะเดียวกันก็ยังมีความก้องกังวาน ให้อารมณ์ที่ขรึมขลังคล้ายๆกับบทเพลงที่ร้องในโบสถ์ เมโลดี้อันงดงามได้ถูกถ่ายทอดด้วยเสียงร้องอันไพเราะดังนกไนติงเกล คลอเคลียไปด้วยเสียงประสานที่ร้องในคีย์และเมโลดี้ที่ต่างกัน แต่ก็สอดรับกันได้อย่างสวยงามเหมือนชั้นเสียงหลากสีสัน บางครั้งก็ชวนให้นึกถึงบรรยากาศแห่งม่านหมอกยามเช้าตรู่ในฤดูใบไม้ผลิอย่างที่ผมมักจะรู้สึกเมื่อได้ยินบทเพลงอันสดใสบางบทเพลงของ Claudio Monteverdi ที แต่บางทีให้อารมณ์คล้ายๆกับเพลงบางเพลงของวง Amiina ชั่วขณะแห่งความปลื้มปิติที่เวลาดูเหมือนจะหยุดนิ่ง

    ผมไม่แน่ใจว่าเธอมีพื้นฐานทางด้านดนตรีคลาสสิคมากน้อยแต่ไหน เพราะแทบทุกเพลงที่ได้ฟัง มีการนำเอาองค์ประกอบจากดนตรีคลาสสิคเข้ามาใช้ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ ทั้งในท่วงทำนอง สไตล์การร้องที่นำเอาเทคนิค counterpoint มาผสมผสานคีย์เสียงและเมโลดี้ต่างๆเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน อาจจะมีบางเพลงอย่าง I Love This World ที่สไตล์การร้องแม้จะออกไปทาง Soul แต่ก็ยังคงลักษณะเด่นของการประสานเสียงร้องในคีย์ต่างๆเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว แม้ว่าผู้ฟังสามารถพบองค์ประกอบที่นำเข้าจากดนตรีแขนงอื่นๆ อย่างดนตรีคลาสสิค ได้ในเพลงของเธอทุกๆเพลง แต่ด้วยสัดส่วนที่พอเหมาะ องค์ประกอบเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นธรรมชาติและเสน่ห์อันเรียบง่ายในดนตรีของเธอลดน้อยลงไปเลย แต่กลับทำให้เพลงของเธอฟังดูลื่นไหลได้อย่างมีชีวิตชีวาตั้งแต่ต้นจนจบ และด้วยสไตล์ดนตรีที่สังเคราะห์ออกมาได้อย่างโดดเด่นนี้เองครับ ทำให้ศิลปินจากคลับเล็กๆใน Newcastle อย่างเธอได้มีโอกาสแสดงสดบนเวทีร่วมกับศิลปินรุ่นใหญ่มาแล้วหลายต่อหลายคน และในเทศกาล Greenman Festival เมื่อปีที่แล้วนี้เองครับ Beth ก็ได้รับเกียรติ์จาก Devendra Banhart ให้เลือกเอาเพลงๆหนึ่งของเธอไปเล่น ต่อหน้าฝูงชน8000 คนที่ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับตัวเธอเป็นเสียงเดียวกันว่าเธอเป็น 'very lovely, a musical magician'
    I'm a proud snob

  12. #62

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Squninancywort
    http://www.myspace.com/buzzardbegone

    นอกจากลิ้งค์ MySpace นี้แล้ว ผมไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับ Squninancywort เลยครับ พยายามกูเกิ้ลหาข้อมูลมาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เว็บไซท์ที่ลิสต์มาให้ก็มีแต่ข้อมูลของพันธุ์กล้วยไม้ในชื่อเดียวกันครับ ผมมักจะเจอปัญหาอย่างนี้อยู่บ่อยๆเวลาฟังรายการ Freak Zone วงดีๆที่ได้เจอจากรายการ ถ้ามีข้อมูลจากเว็บไซท์อื่นๆมาให้อ่าน ก็มักจะไม่มี MySpace ให้ได้ลองฟังเพลง บางวงก็เหมือนกับ Squninancywort คือมี MySpace แต่ไม่มีข้อมูลอะไรมาให้อ่านเลย และไม่มีเว็บอื่นให้ค้นข้อมูลด้วย บางวงไม่มีทั้งสองอย่าง อาจจะมีเว็บให้ค้นข้อมูลครับ แต่แย่ตรงที่ข้อมูลที่มีก็ไม่ได้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

    ผมเดาว่า Squninancywort คงจะเป็นชื่อที่ใช้ในการออกผลงานของศิลปินเดี่ยวบางคนใน แมนเชสเตอร์ ไม่แน่เหมือนกันนะครับว่าเสียงดนตรีที่ฟังดูซับซ้อนอาจจะเรียบเรียงจากคอมพิวเตอร์แลพท็อปด้วยซ้ำ เสียงดนตรีจะเป็นเสียงดิจิตอลล้วนๆ ให้บรรยากาศที่ก้ำกึ่งกันระหว่างโลกอนาคตที่ทั้งมืดมนและเย็นชา กับจักรวาลอันเวิ้งว้างของพวกจุลินทรีย์ที่มองเห็นได้แต่เฉพาะจากกล้องจุลทรรศเท่านั้น แม้แต่ใน "Light Crimson Underwing" ที่ช่วงต้นเพลงขึ้นต้นมาเหมือนจะเป็น dub แต่ตลอดทั้งเพลงก็ยังคงความเย็นยะเยือกแห่งโลกดิจิตอลไว้อย่างไม่ปราณี

    ยิ่งใน "The Rannoch Sprawler" ฟังดูแล้วแหมือนหลุดเข้าไปในแอนิเมชั่นญี่ปุ่นดีไซน์ล้ำๆเรื่องไหนสักเรื่อง ผมไม่แน่ใจว่าที่ผมรู้สึกอย่างนี้ก็คงเป็นเพราะดนตรีของ Squninancywort มีโทนดนตรีที่คล้ายคลึงกับดนตรีของ Plaid วงจากอังกฤษที่เคยทำดนตรีประกอบให้กับ Tekkon Kinkreet (แอนิเมชั่นญี่ปุ่นที่กำกับโดยผู้กำกับชาวอเมริกัน) เสียงแต่ละเสียงจะดีไซน์ออกมาให้ฟังดูล้ำยุคคล้ายๆกัน แม้ว่าดนตรีของทั้งคู่จะมีบรรยากาศออกไปทางไซไฟเหมือนๆกัน แต่ดนตรีของ Squninancywort จะมืดมนกว่า และจะเน้นไปที่บรรยากาศทางเสียงมากกว่าจะเป็นเมโลดี้ที่สวยงามเหมือนอย่าง Plaid

    ผมลองเข้าไปดูมิวสิควิดิโอในบล็อกของ Squninancywort แล้ว ชอบการลำดับภาพที่แต่ละภาพจะค่อยๆปรากฏออกจากความมืดมากเลยครับ แต่ผมดูไม่ออกเลยว่าสิ่งที่เห็นในภาพมันคืออะไรแน่ มีแฟนเพลงคนหนึ่งเข้ามาแสดงความเห็นบอกว่า มิวสิควิดิโอนี้ดูตลกดีเพราะเธอรู้ว่ามันคืออะไร ทำให้ผมยิ่งอยากรู้เข้าไปใหญ่ว่ามันตลกตรงไหน บางทีเพื่อนๆน่าจะลองคลิ๊กเข้าไปดูนะครับ เผื่อว่าอาจจะมีบางท่านที่ทราบ





    Globo
    http://www.myspace.com/weareglobo

    อย่างที่เขียนบอกไว้ใน MySpace ของพวกเขานั่นแหละครับ ว่า Globo เป็นการทดลองมากกว่าจะเป็นวงดนตรี เพราะ Globo เป็นการรวมตัวของศิลปินหลากหลายแขนงอย่าง Steve Appleton (ช่างเขียนภาพประกอบ) Paul Thompson (จิตรกรและดีไซน์เนอร์) และ Mark Wernham (นักประพันธ์) เพื่อสำรวจความหมายของการเป็น "กลุ่มคนทำดนตรี" ผ่านการทดลองทางเสียง ตลอดกระบวนการสร้างงานดนตรีจึงดำเนินไปพร้อมๆกับการทดลองทางเสียงเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ แม้ว่าเสียงที่ได้จากกระบวนการเช่นนี้อาจจะขาดความปราณีตในแบบงานดนตรีจากสติวดิโอใหญ่ๆที่สามารถทุ่มทุนไปกับขั้นตอนการบันทึกเสียง แต่ผลผลิตจากการทดลองนี้กลับเต็มไปด้วยเสน่ห์หยาบๆแบบ lo-fi เสียงรบกวนต่างๆที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจจากกระบวนการได้ถูกรวมเข้าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของงานดนตรีได้อย่างสร้างสรรค์

    โปรเจ็คล่าสุดของพวกเขาคือนำอัลบั้มระดับตำนานอย่าง This Nation’s Saving Grace ของ The Fall ทั้งอัลบั้มมาตีความและทำดนตรีใหม่หมด มีการคัดเลือกนักร้องรับเชิญสำหรับเพลงแต่ละเพลงเป็นการเฉพาะเหมือนกับการคัดตัวนักแสดงในภาพยนตร์ ถ้าเพื่อนๆลองคลิ๊กเข้าไปดูในคลิพที่แปะไว้ใน MySpace ของพวกเขา ซึ่งเป็นคลิพสารคดีที่แสดงกระบวนการสร้างงานของพวกเขาอย่างย่อๆ ก็จะเห็นนะครับว่ามีนักร้องรับเชิญเข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจ็คนี้กันอย่างมากมายเลยทีเดียว

    ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าการนำอัลบั้มที่ได้รับการยกย่องอยางนี้มาตีความใหม่ เป็นสิ่งที่ต้องทำด้วยความเคารพและระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่พวกเขาได้บอกไว้ในคลิพว่า นอกจากจะต้องนำอัลบั้มนี้มาศึกษาวิเคราะห์อย่างละเอียดทุกซอกทุกมุมแล้ว เพื่อจะเข้าถึงสิ่งที่ The Fall ต้องการนำเสนอให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บางครั้งพวกเขาก็ต้องลบสิ่งที่เคยเรียนรู้จากการศึกษาวิเคราะห์เหล่านั้นออกให้หมด ในเว็บไซท์ของพวกเขาเอง ก็ได้เขียนวัตถุประสงค์ของโปรเจ็คนี้ไว้ว่า

    1. เพื่อสำรวจว่ามันชอบธรรมหรือเปล่าที่จะนำงานดนตรีป๊อประดับตำนานแห่งศตวรรษที่ยี่สิบมาตีความใหม่ ในแบบเดียวกับที่มีการตีความงานประพันธ์ในคลาสสิค ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร วัฒนธรรมป๊อปก็มีการแยกชิ้นส่วนตัวมันเองเพื่อนำมาวิเคราะห์อย่างที่ได้เห็นในทีวี และพวกวงใหม่ๆก็เลือกงานดนตรีจากยุคก่อนๆมาเป็นแนวทางด้วยศึกษาอย่างวิเคราะห์เจาะลึกลงในรายละเอียด เราอาจจะมาถึงจุดที่งานดนตรีในวัฒนธรรมป๊อปเหล่านี้ได้กลายมาเป็นงานคลาสสิคที่ถูกนำมาเล่นใหม่ในแบบที่มีการนำเอางานออร์เคสตร้าของ Mozart กับ Beethoven มาเปิดแสดงได้เรื่อยๆ
    2. วิเคราะห์โครงสร้างของอัลบั้ม ‘This Nation’s Saving Grace’ เพื่อที่จะสามารถเข้าใจอัลบั้มนั้นในรูปของงานดนตรีได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    3. เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างทางดนตรีมีความเป็นไปได้ในการนำมาเล่นข้ามแนวมากแค่ไหน และ The Fall ได้ไปไกลเกินกว่าการเป็นแค่วงดนตรีแล้วหรือยัง

    เพื่อนๆทุกท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติม ฟังคลิพเพลงประกอบแอนิเมชั่น หรือดาวน์โหลดบางเพลงจากโปรเจ็คชิ้นนี้ได้ที่เว็บไซท์ของพวกเขาครับ

    www.globrg.uk


    ยังไม่หมดนะครับ ไว้อีกวันสองวันผมค่อยมาเขียนต่อครับ วันนี้ผมคงต้องขอปิดท้ายด้วยคลิพบันทึกการแสดงงานดนตรีของ Beethoven โดย Wilhelm Kempff ครับ

    Beethoven's Tempest Sonata mvt. 3 -- Wilhelm Kempff
    http://www.youtube.com/watch?v=LfjD-DQ5REk
    Beethoven's Piano Sonata No. 17 in D minor, Opus 31 No. 2

    ได้ดูคลิพนี้แล้วเหมือนได้ขึ้นสวรรค์เลยครับ ผมเคยมีซีดีของท่านที่เล่นงานเปียโนของ Beethoven ยุคท้ายๆ บันทึกเสียงตั้งแต่ยุค 60s ระบบเสียงอนาล็อคบันทึกทุกสัมผัสจาก virtuosity ของท่านได้ทุกๆรายละเอียด มากพอที่จะค่อยๆเปิดเผยปริศนาที่ซ่อนในบทเพลงทุกๆครั้งที่ได้ฟังครับ
    I'm a proud snob

  13. #63
    คนหูเหล็ก รูปส่วนตัว Narishane
    สมัครเมื่อ
    12 03 08
    อายุุ
    32
    โพสต์
    1,011

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    โอววววววววววววว สุดยอดเลยครับคุณ pc เป็นสมาชิกที่เจ๋งจริงๆ !!

    อยากให้มีคนแบบคุณเยอะๆเลยครับ 5555+

    Narisha- (~Just Me~)
    ~sQueeZe~ [เพียงรัก]

  14. #64

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ยกนิ้วให้คุณ PC กับคุณ poko และน้องกล่องด้วยครับผม เจ๋งจริงๆ
    Sources: WEISS MAN301 Golden DAC+Antelope ISOCHRONE OCX Clock Cans: L3K[T372/500], STAX SR-009 IEMs: UE11, JH 13 Pro, JH16, UM Sukii
    Amps: Woo Audio WES Maxxest, Minute Legacy SPKs: M&K Sound S300-S150-IW 95s, Maggies 1.7 Sub: JL F-212
    Home Theater: HTPC, Theta Casablanca III HD+Dreadnaught III, Anthem AVM60+Anthem MCA525, Parasound HALO A21
    Projector JVC X9000B Screen: 128" DNP Supernova Core II Blog: http://omonemocommon.blogspot.com/

  15. #65

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ OmoNemo
    ยกนิ้วให้คุณ PC กับคุณ poko และน้องกล่องด้วยครับผม เจ๋งจริงๆ
    พี่ไม่ต้องปลอบใจหนูก็ได้ค่ะ


    Portable>iPod 120 GB

  16. #66

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    น้องกล่องนี่ เก่งจริง ๆ ครับ - -'

  17. #67

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อ้างอิง โพสต์ต้นฉบับโดยคุณ Boyz
    น้องกล่องนี่ เก่งจริง ๆ ครับ - -'





    Portable>iPod 120 GB

  18. #68

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ขอบคุณสำหรับ Beth Jeans Houghton ครับ

    แล้วก็ขออนุญาตแนะนำ http://www.myspace.com/catherineannedavies
    คอยดูเธอจะส่องแสงอย่างไม่กลัวใครในปี 2552
    Azur 840C &gt; Leben CS-300 &gt; Harbeth P3ESR<br />พักเรื่องหูฟังครับ

  19. #69

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ตอบคุณ Narishane กับคุณ OmoNemo มากครับ

    ขอบคุณทุกท่านครับ แต่ผมยังไปได้ไม่ถึงขนาดคุณ poko กับคุณ GhostBox หรอกครับ ทั้งคุณ poko และคุณ GhostBox ฟังเพลงและติดตามข้อมูลข่าวสารในวงการดนตรีอังกฤษมาก่อนผมนานมากครับ ผมเองต่างหากครับที่ต้องเรียนรู้ทุกอย่างจากพวกเขา



    ตอบคุณ GhostBox ครับ

    คุณ GhostBox ไม่เห็นต้องเศร้าขนาดนั้นเลยครับ ถ้าคุณ GhostBox มีเวลาก็แวะเข้ามาคุยกันเหมือนอย่างที่เคยทำก็ได้นี่ครับ ถ้าเครื่องคอมพ์พิมพ์ไทยไม่ได้ พิมพ์เป็นภาษาอังกฤษมาก็ได้ครับ ผมมีดิคและผมมั่นใจว่าไม่ใช่ผมคนเดียวที่มีครับ

    ผมก็เสียดายมากเลยครับที่มารู้จักทั้งคุณ GhostBox และคุณ poko เอาตอนที่ไกล้จะไปกันแล้ว แต่ผมมั่นใจแน่ครับว่าคุณ GhostBox จะได้เก็บเกี่ยวประสพการณ์ที่มีค่ากลับมาแน่ครับ ได้ไปใช้ชีวิตในแหล่งที่เป็นต้นกำเนิดของตำนานทางดนตรี ม๊อดดีไซน์ และวัฒนธรรมป๊อปอันอุดมอย่างนี้ มันมีหลายอย่างให้ตักตวงจริงๆครับ ถ้าคุณ GhostBox จะไม่มีเวลาเขียนมาคุยที่นี่ นั่นต้องเป็นเพราะคุณ GhostBox กำลังยุ่งอยู่กับการดูคอนเสิร์ทวงดนตรีดีๆแน่ครับ

    ผมว่ามีอย่างเดียวครับที่ต้องกลัว เพราะผมก็เจอมากับตัวเองเหมือนกัน คือถ้าคุณอยู่ไปสักพักจนคุ้นเคยกับชีวิตที่เต็มไปด้วยเสรีภาพในสังคมที่ศิลิไลซ์อย่างนั้น เผลอๆคุณอาจจะไม่อยากกลับมาที่นี่อีกก็ได้ครับ ตอนไปอาจจะเครียดอยู่บ้าง แต่ขากลับอาจจะเครียดมากกว่า แต่ผมขออวยพรให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีครับ ผมมั่นใจว่าคุณ GhostBox จะมีช่วงเวลาดีๆที่นั่นครับ


    ตอบคุณ poko ครับ

    ระหว่างที่เขียนอยู่ตอนนี้ ผมก็กำลังนั่งฟัง Catherine Anne Davies ไปด้วยครับ ยิ่งฟังผมก็ยิ่งเชื่อเช่นเดียวกับคุณเลยครับว่าเธอกำลังจะมา ชอบอารมณ์เศร้าๆปนอ้างว้างใน Waiting To Breathe demo และเมโลดี้ของเปียโนใน Grow Out มากเลยครับ


    ผมขออนุญาติเอาที่เขียนค้างไว้มาแปะด้วยนะครับ

    I&#39;m a proud snob

  20. #70

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Skeleton$
    http://www.myspace.com/skeletonsandthegirlfacedboys

    Skeleton$ นี่ก็เป็นอีกวงหนึ่งครับที่ผมได้รู้จักผ่านรายการ Freak Zone และก็ต้องเจอกับปัญหาเดิมๆก็คือมักจะเป็นวงที่หาข้อมูลได้ยาก ไม่รู้เหมือนกันว่า Stuart เขาเสาะหาวงดนตรีพวกนี้จนเจอได้ยังไง เพราะนักจัดรายการอย่างเขานี่แหละครับ วงอเมริกันดีๆอย่างวงจากนิวยอร์ควงนี้ถึงได้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในอังกฤษก่อนอเมริกาบ้านเกิดเสียอีก ผมลองคีย์ชื่อวงของพวกเขาลงในกูเกิ้ลเพื่อหาข้อมูลทีไร ลิสต์ของเว็บไซท์ที่ขึ้นมาให้ก็มักจะเป็นเว็บไซท์ที่ให้ข้อมูลทางกายวิภาคของโครงกระดูกเหมือนกันไปหมด ทั้งๆที่ผมก็ใส่เครื่องหมาย dollar sign แนบไว้ข้างหลังชื่อวงด้วย จนมาได้ข้อมูลเอาตอนที่ค้นหาจากชื่อสมาชิก ผมถึงได้ทราบว่าวงนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Matt Mehlan และเพื่อนศิลปินที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ พวกเขาเคยเปลี่ยนชือวงมาแล้วหลายชื่อเหมือนกันครับ ไม่ว่าจะเป็น Skeletons and the King of All Cities , Skeletons and the Girl-Faced Boys หรือรวมทั้งชื่อ Skeleton$ ที่ทางวงใช้อยู่ในเวลานี้

    ปรกติผมมักจะถอดใจเวลาเจอวงที่หาข้อมูลได้ยากแบบนี้ แต่ดนตรีของวงนี้มันชุลมุนวุ่นวาย สนุกสนานเสียจนทำให้ผมเอาชนะความขี้เกียจของตัวเองได้สำเร็จ ตั้งแต่ขึ้นเพลงแรกผมก็เริ่มรู้สึกได้ทันทีว่ากำลังจะได้ยินสรรพเสียงจากเครื่องดนตรีหลากหลายชิ้นในสีสันที่ต่างกัน เล่นในจังหวะ ท่วงทำนองและความเร็วที่ต่างกัน แต่เสียงเหล่านี้กลับเข้ามาเริงระบำร่วมกันได้อย่างเมามัน ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะต้องมาชอบดนตรีแบบนี้เข้าสักวัน เพราะดูเหมือนสิ่งที่วงนี้นำเสนอไม่ได้อยู่ในข่ายเสียงแบบที่ผมชอบเลยสักอย่าง

    ต้องบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่า โดยปรกติแล้วผมไม่เป็นแฟนของดนตรีแนวคึกคักสนุกสนานแบบนี้ เหตุผลหนึ่งคงเป็นเพราะว่าผมเต้นไม่เป็น และผมก็มักจะชอบฟังอะไรที่มันชวนหดหู่ แต่วงนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่วงที่เป็นข้อยกเว้นครับ เพราะมันทั้งมั่วทั้งเพี้ยนกันได้สะใจจริงๆครับ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผมอาจจะชอบดนตรีแจ๊สในบางอัลบั้ม หรือดนตรีแนวอื่นๆที่ได้รับอิทธิพลมาจากแจ๊ส อย่างพวกดนตรีฟังค์ทั้งหลายแหล่ แต่ผมก็เรียกตัวได้ไม่เต็มปากเหมือนกันว่าเป็นแฟนดนตรีแจ๊ส แต่ดนตรีของ Skeleton$ นี่มันหนักข้อยิ่งกว่านั้นอีกครับ เพราะมันไม่ได้แค่เอาองค์ประกอบของดนตรีแจ๊สทั่วไปมาใช้ในงานดนตรีของพวกเขาเท่านั้น แต่เป็น "free jazz" ครับ หรือถ้าจะให้จำเพาะเจาะจงลงไปอีกก็คือ ดนตรีของ Skeleton$ คล้ายกับจะนำเอาความโกลาหลของดนตรี free jazz มาใส่เสียงร้องและจังหวะเต้นรำเข้าไปจนซีเรียสกันได้อย่างสนุกสนานครับ

    ผมมักจะสนใจในแพทเทิร์นที่สามารถรวมกับความไร้ระเบียบต่างๆให้เข้ามาอยู่ในโครงสร้างและฟังค์ชั่นได้อย่างมีสีสัน ไม่ว่าแพทเทิร์นที่ว่านั้นจะอยู่ในรูปกราฟฟิคดีไซน์ สถาปัตยกรรม ภาพเคลื่อนไหว รวมทั้งดนตรี และโครงสร้างดนตรีของ Skeleton$ ก็สามารถรองรับความยุ่งเหยิงเหล่านี้ได้โดยไม่ลดทอนสีสันแห่งความชุลมุนวุ่นวายเหล่านั้นให้ลดน้อยลงไปเลยครับ แต่กลับเข้ามาผสมผสานกันได้อย่างมีรสนิยม ขนาดผมนั่งฟังจากหู้ฟังในร้านเน็ต ผมยังรู้สึกได้ถึงเสียงโลหะอันเย็นยะเยือกของพวกเครื่องเป่าที่แผดร้องไปพร้อมๆกับเสียงสังเคราะห์ดีไซน์ล้ำในจังหวะเต้นรำกำลังเล่นเกมส์ Clockwork Orange อยู่ในหัวของผมกันจนเละตุ้มเป๊ะไปเลยครับ

    แม้ว่าบรรยากาศทางดนตรีของ Skeleton$ จะยังคงอยู่ในโทนมืด แต่ก็ไม่ใช่ความมืดมนแบบอึมครึมที่ชวนให้หดหู่หรือน่ากลัวแต่อย่างใด เป็นแค่บรรยากาศมืดสลัวแบบในไนท์คลับฮิพๆในนิวยอร์คหรือแหล่งมั่วสุมที่บรรดาพวก hipsters หรือพวกติสต์แตกทั้งหลายชอบเข้าไปมั่วยามั่วเซ็กส์กันในนั้น เรามักจะพบบรรยากาศอย่างนี้ในสถานที่ๆทั้งอันตรายและชวนให้หลงไหล บรรยากาศในแบบที่ทำให้คนดีๆทั้งหลายต้องเสียผู้เสียคนกันมานักต่อนัก ผมละชอบบรรยากาศแบบนี้จริงๆครับ และมันก็ไม่ง่ายเลยใช่ไหมครับที่จะมีวงดนตรีสักวงถ่ายทอดบรรยากาศแบบนี้ให้ออกมาในรูปเสียงดนตรีกันจนได้

    นอกจากบรรยากาศปาร์ตี้ฮิพๆแล้ว ดนตรีของ Skeleton$ ก็ยังรับเอาอิทธิพลทางดนตรีมาจากหลายแหล่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นดนตรีของอาฟริกา เอเชีย หรือแม้แต่ดนตรีพื้นเมืองของพวกอินเดียนในอเมริกาเหนือ อย่างในแทร็ค "HAY W&#39;HAPPEN" ที่ดนตรีจะมีท่วงทำนองออกไปทางตะวันออกกลาง เมื่อประกอบเข้ากับท่วงทำนองประหลาดๆในสไตล์ฟรีแจ๊สจากพวกเครื่องเป่าก็ชวนให้นึกถึงภาพหลอนที่มักจะเจอในทะเลทรายเวลาที่หิวน้ำจนตาลาย ส่วนใน "Fake Tit" นี่พอฟังไปสักพักก็จะมีเสียงเครื่องดนตรีที่ฟังดูคล้ายเสียง gamelan ของพวกชวา พอฟังอีกสักพักก็คล้ายๆกับเพลงที่มักจะได้ยินในงานรำวง แต่ไม่ว่าแรงบันดาลใจจะมีแหล่งที่มาอันหลากหลายขนาดไหน ทุกๆเพลงก็ยังคงมีบรรยากาศที่เป็นเอกภาพ ไม่กระจัดกระจายจนดูสะเปะสะปะ (คงเป็นเพราะในดนตรีของพวกเขา ท่วงทำนองมันก็คงจะสะเปะสะปะไปได้ไม่มากไปกว่านี้อีกแล้ว) การดึงเอาแรงบันดาลใจจากหลายแหล่งในงานของ Skeleton$ เหมือนกับเป็นการนำเอาสรรพเสียงอันหลากหลายมาส่องผ่านปริซึมของดนตรีฟรีแจ๊สในจังหวะเต้นรำ ที่ทั้ง abstract และทั้งสนุกสนานได้ในเวลาเดียวกันครับ
    I&#39;m a proud snob

  21. #71

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Passion Pit
    http://www.myspace.com/passionpitjams

    ขอเพิ่มวงอิเลคโทรป๊อปอีกวงจากบอสตันนะครับ ชื่อวงเอามาจากคำแสลงที่หมายถึงโรงหนัง drive-in ที่พวกวัยรุ่นมักจะใช้เป็นที่หลบมุมกับแฟน Passion Pit ก่อตั้งโดย Michael Angelakos ผู้รับหน้าที่ร้องนำ เล่นคีย์บอร์ด เปียโน ซินธ์ และยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานดนตรีแทบทั้งหมด ร่วมกับเพื่อนนักดนตรีที่ค่อยๆทยอยมาร่วมวงอย่าง Ian Hultquist ในตำแหน่งซินธ์และร้องประสาน กับ Adam Lavinsky ในตำแหน่งกลองและแซมเปิ้ล ตามมาสมทบด้วย Thom Plasse ในตำแหน่งเบสและซินธ์ กับ Ayad Al Adhamy ในตำแหน่ง ซินธ์ แซมเปิ้ลและร้องประสาน ในเวลานี้วงของพวกเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักดีในแถบบอสตันตั้งแต่เมื่อครั้งที่เล่นเป็นวงเปิดให้ Girl Talk พวกเขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมจนหนังสือพิมพ์ WFNX & Boston Phoenix ยกให้พวกเขาเป็นวงท้องถิ่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2008 และเปิดโอกาสให้พวกเขาได้เล่นเป็นวงเปิดให้ Death Cab For Cutie

    พวกเขาเป็นอีกวงหนึ่งที่ทำดนตรีออกมาได้คล้ายกับวงจากอังกฤษมากครับ ถ้าผมได้ฟังอย่างเดียวโดยไม่ได้อ่านข้อมูลของพวกเขา ผมก็คงจะนึกไปเองว่าพวกเขามาจากอังกฤษแน่ เพลงของพวกเขา ถ้าฟังจาก MySpace Player เสียงที่ออกมาอาจจะฟังดูไม่สะอาด ขาดความคมชัดไปบ้าง แต่ดนตรีของพวกเขาเต็มไปด้วยความสุขสดชื่นของยามเช้าตรู่ เหมือนได้ชมขบวนพาเหรดที่ผู้คนแต่งกายด้วยสีสันสดใสออกจากบ้านมาเต้นรำกันบนถนนในยามเช้า บรรยากาศทางดนตรีเต็มไปด้วยความคึกคักสนุกสนาน แต่ก็ไม่ได้มืดมนแบบ Skeleton$ หรอกครับ โทนดนตรีจะคล้ายกับนำเอาสีสันอันหลากหลายมาละเลงเข้าด้วยกันบนแบ็คกราวด์พื้นสีขาว ฟังแล้ว ผมไม่แปลกใจเลยครับว่างานดนตรีของวงนี้เริ่มขึ้นจากเพลงที่ Angelakos แต่งและอัดขึ้นเพื่อเป็นของขวัญวันวาเลนไทน์ให้กับแฟนของเขา



    Stark Reality
    http://www.myspace.com/starkrealitysunday

    ดนตรีของ Stark Reality มีบรรยากาศที่ชวนให้เพลิดเพลินไปกับ acid trip ในแบบที่วงดนตรีรุ่นเดียวกันจากช่วงปลายยุคหกสิบต้องอิจฉาเลยครับ ดนตรีของพวกเขาเป็นไซคีเดลลิคเปรี้ยวๆ ที่เสียงต่างๆเข้ามาร่วมแจมกันอย่างสนุกสนานในสีสันโทนน้ำตาลแดงอมส้มแบบฟังค์ๆ ถ้าจะเทียบเสียงดนตรีกับภาพเคลื่อนไหว ดนตรีของ Stark Reality ก็คงจะเหมือนกับกราฟฟิคดีไซน์ที่มีสถานะก้ำกึ่งระหว่างการ์ตูนเด็กที่วาดในแนวไซคีเดลลิคสไตล์ Robert Crumb กับภาพนามธรรมจากยุคซิกส์ตี้ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน สีสันในภาพจะสดใสแต่ไม่จัดจ้านจนดูอัปลักษณ์ ภาพอาจจะขาดความคมชัดด้วยข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยี แต่ความพร่ามัวกลับเพิ่มเสน่ห์แห่งความคลุมเครืออันนุ่มนวลที่เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้จินตนาการถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

    แทบทุกเพลงจะมีบรรยากาศทางดนตรีที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มแบบดนตรีแจ๊สที่เล่นตามเลาจ์ เจือด้วยองค์ประกอบแบบไซคีเดลลิคที่จะค่อยๆปลดปล่อยความแปลกประหลาดออกมาทีละน้อย เพื่อดูดให้ผู้ฟังเข้าสู่มิติอันเร้นลับ เหมือนกับการได้ร่วมโดยสารไปกับขบวนรถไฟมหาสนุก โดยที่ภูมิทัศน์อันหลากหลายสองข้างทางจะค่อยๆเผยสีสันและรูปร่างอันแปลกประหลาดให้เห็น ในขณะที่ผู้โดยสารคนอื่นๆจะเริ่มตั้งวงปาร์ตี้ LSD กันอย่างสนุกสนานจนทุกอย่างเริ่มดูยุ่งเหยิง

    จุดเริ่มต้นแห่งความสนุกสนานแบบมั่วๆนี้เริ่มต้นขึ้นเหมือนกับชื่อของอัลบั้ม The Stark Reality Discovers Hoagy Carmichael&#39;s Music Shop นั่นแหละครับเมื่อลูกชายของ Hoagy Carmichael ที่ทำงานอยู่ในสถานีโทรทัศน์สาธารณะ WGBH แห่งบอสตัน ต้องการนำผลงานการประพันธ์ของพ่อเขามาออกอัลบั้มเพื่อใช้เป็นดนตรีประกอบรายการเด็ก ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องการให้ดนตรีมีซาวด์ที่ฟังออกมาดูร่วมสมัย มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไซคีเดลลิคของคนหนุ่มสาวในยุคนั้น และดนตรียังต้องมีความเป็น avant-garde ให้สมกับชื่อเสียงของทางสถานีที่เขาทำงานอีกด้วย แทนที่จะทำให้ออกมาเป็นอัลบั้มเพื่อรำลึกถึงความหลัง ด้วยไอเดียสุดล้ำนี้เอง เขาจึงจ้างวง Stark Reality เพื่อให้มาเล่นประจำให้กับทางสถานี และสร้างผลงานดนตรีที่กลายมาเป็นของหายากที่บรรดานักสะสมพยายามเสาะแสวงหากันอย่างเอาเป็นเอาตาย

    ยี่สิบปีหลังจากนั้น แม้ว่าชื่อเสียงของ Stark Reality จะเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในหมู่นักเสาะหาระดับฮาร์ดคอร์แล้วก็ตาม แต่ตำนานก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งเมื่อบรรดาบริษัทแผ่นเสียงเริ่มหาทางเล่นงานพวกศิลปินฮิพฮอพที่ชอบนำเพลงเก่าๆจากศิลปินในสังกัดไปแซมเปิ้ล บริษัทพวกนี้เริ่มจ้างทนายมือดีเพื่อมาเล่นงานพวกศิลปินฮิพฮอพช่างมิกซ์พวกนี้กันโดยเฉพาะ และสถานการณ์ที่ว่านี่เองครับที่บีบให้พวกโปรดิวซ์เซอร์ฮิพฮอพทั้งหลายเริ่มมองหาขุมทรัพย์ที่พวกเขาจะนำมาเป็นแซมเปิ้ลจากแหล่งอื่น แทนที่จะเป็นแหล่งยอดนิยมแบบเดิมๆ อย่างพวกอัลบั้มในแคตตาล็อกของ Parliament, James Brown หรือศิลปินคนอื่นๆซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี และมักจะสังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ พวกโปรดิวซ์เซอร์ฮิพฮอพพวกนี้เริ่มมองหาคลังเสียงจากผลงานของศิลปินรู่นก่อนๆที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก บางอย่างที่แปลกประหลาดและหาฟังได้ยาก ซึ่งดนตรีของ Stark Reality ก็ตอบสนองความต้องการเหล่านั้นของพวกเขาได้อย่างตรงจุด

    หลังจากที่ Large Professor ได้แซมเปิ้ล The Stark Reality Discovers Hoagy Carmichael&#39;s Music Shop ในซิงเกิ้ล The Mad Scientist ของเขาในปี 1996 ทีนี้ก็ได้เรื่องเลยครับ อัลบั้ม The Stark Reality Discovers Hoagy Carmichael&#39;s Music Shop ได้กลายเป็นที่เสาะแสวงหาชนิดที่ว่า ราคาซื้อขายกระโดดขึ้นจาก 100 เหรียญในปี 1995 ไปเป็น 600 เหรียญในปี 2000 จนนำไปสู่การ reissue ในปี 2003 แม้ว่าอาจจะสร้างความไม่พอใจในหมู่นักสะสม เพราะอัลบั้มที่เคยหายากและทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับอภิสิทธิ์ชนที่ได้ครอบครองกลายมาเป็นอัลบั้มที่มีวางจำหน่ายอยู่ทั่วไป แต่ของดีๆก็ควรจะมีไว้สำหรับทุกคนใช่ไหมครับ


    ตอนนี้ผมคงต้องขออนุญาติกลับไปอ่านบล็อกของ Catherine ต่อนะครับ
    I&#39;m a proud snob

  22. #72

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ตลอดช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี่ ผมมัวแต่นั่งโด๊ปดนตรี freak folk จากพวกวงที่อยู่แถวๆ Philadelphia แทบทุกวันจนมึนไปหมดเลยครับ ตอนแรกก็ว่าจะหาเสียงธรรมชาติมาล้างหูสักหน่อย เพราะพักหลังๆนี่ก็เริ่มจะรู้ตัวว่า ผมชักจะฟังแต่เสียงสังเคราะห์จากดนตรีอิเลคโทรนิคอย่างเดียวติดต่อกันมาเป็นเวลานานเกินไปแล้ว พอลองไปเช็คหาวงใหม่ๆที่รายการ Freak Zone เอาเพลงมาเปิด ก็ไปเจอชื่อ Greg Weeks เข้า (คนละคน Greg Weeks จากวง The Red Chord นะครับ) ผมลองเข้าไปฟังเพลงใน MySpace ของเขา ก็ชักเริ่มได้กลิ่นบรรยากาศแบบ gothic บางๆที่แฝงตัวอยู่ในทุกๆเพลงที่ได้ฟัง ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ พอผมเผลอคลิ๊กเข้าไปใน MySpace ของค่าย Language of Stone ที่อยู่ใน top friends ของเขาเข้า มารู้ตัวอีกที ผมได้ก็หลุดเข้าไปเจอกับชุมชนดนตรีแหล่งใหม่เข้าให้แล้วครับ เพราะศิลปินที่ออกผลงานกับค่ายนี้ก็มาจากแวดวงดนตรี freak folk ที่มีฐานอยู่ใน Philadelphia แทบทั้งหมดเลยครับครับ และเอกลักษณ์ที่เด่นชัดอย่างหนึ่งของดนตรี freak folk จากที่นี่ก็คือ แทบทุกวงจะทำดนตรีออกมาในแนว psychedelic folk ที่มาพร้อมๆกับกลิ่นอายอันเย็นวาบในแบบ gothic ได้อย่างคลาสสิคจริงๆครับ ลองฟังเพลงของบางวงในค่าย Language Of Stone ได้ที่ลิ้งค์ข้างล่างเลยครับ

    Language Of Stone
    http://profile.myspace.com/index.cfm...ndID=219941501

    ฟังแล้วไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับว่าความเป็น gothic สามารถนำเสนอผ่านเสียงดนตรีให้ออกมาเป็นบรรยากาศอันลี้ลับได้หลากหลายรูปแบบเช่นนี้ บางเพลงฟังแล้วชวนให้นึกถึงบางฉากในหนังอีโรติคแวมไพร์ของยุโรปในยุคเจ็ดสิบ บางเพลงมีเสียงเครื่องสายที่ให้บรรยากาศคล้ายพิธีบวงสรวงของพวก pagan ในยุคกลาง บางเพลงฟังดูก็เหมือนดินแดนมหัสจรรย์ของอลิซที่กำลังเริ่มจะแปรเปลี่ยนไปเป็นขุมนรก แทบทุกเพลงสามารถสะกดผู้ฟังให้เข้าสู่ภวังค์ด้วยบรรยากาศของเรื่องราวเร้นลับเหนือธรรมชาติที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย แฝงตัวอยู่ในทุกๆที่ แม้แต่ในมุมมืดของมหานครใหญ่ๆที่ไม่เคยหลับไหล

    สไตล์ gothic ที่ถ่ายทอดออกมาทั้งในงานดนตรี กราฟฟิคดีไซน์บนปกซีดีและแฟชั่นของพวกเขา เป็น gothic ในแบบคลาสสิคจากปลายยุคหกสิบ ไม่ใช่ gothic แบบเวอร์ๆ ที่ใส่กันจนเปรอะอย่างที่มักจะพบกันในยุคหลังๆ ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงงานภาพและสไตล์การแต่งตัวของพวกตัวละครในหนังแวมไพร์จากยุโรป อย่าง Daughters of Darkness (1971, Harry Kumel ... http://www.youtube.com/watch?v=DcGI3...eature=related) หรือหนังแวมไพร์คลาสสิคของ Hammer Film Productions ดูสิครับ แม้ว่าหนังเหล่านั้นจะขาดสีสันที่ฉูดฉาด ไม่ค่อยจะมีฉากสยองที่ชวนคลื่นไส้ แต่ความขรึมขลังในงานภาพ บวกกับการลำดับภาพที่ค่อยๆปลดปล่ยความน่าหวาดกลัวได้อย่างมีจังหวะจะโคน เพียงเท่านี้ก็เพียงพอให้ผมชมรู้สึกตกอยู่ในอันตรายได้โดยไม่ต้องเพิ่มความน่าสะอิดสะเอียนเข้าไปเลยครับ การเรียบเรียงเสียงต่างๆในดนตรีของแต่ละวงก็ทำออกมาได้อย่างมีรสนิยม คล้ายๆกับที่งานภาพในหนังเหล่านั้นสามารถผสมผสานแสงเงา และสีสันต่างๆในแต่ละฉากได้อย่างกลมกลืน เสียงดนตรีจึงเป็นส่วนผสมของอารมณ์อีโรติค และความเร้นลับที่ทำให้ผู้ฟังเย็นวาบถึงไขสันหลัง

    พอได้ทราบที่มาของบริษัท ผมก็ไม่ประหลาดใจว่าทำไมค่ายเพลงนี้จึงเป็นเหมือนกับแหล่งรวมของนักดนตรี freak folk ในแวดวงเดียวกัน ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะ Language Of Stone ก่อตั้งขึ้นโดย Greg Weeks กับภรรยาของเขา Jessica Weeks ทั้งคู่ต่างก็เป็นนักดนตรีในแวดวง freak folk แห่ง Philadelphia มาด้วยกันก่อนหน้านั้น โดย Greg เคยอยู่กับวง Espers และ Grass ส่วน Jessica ก็เคยเล่นให้กับ Woodwose และ Grass เช่นกันครับ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงว่าพวกเขาทั้งคู่ต้องสนิทสนมกับนักดนตรีในแวดวงเดียวกันเป็นอย่างดี นอกจากนั้น freak folk scene ใน Philadelphia ยังมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ prog rock scene ใน Canterbury ยุคเจ็ดสิบก็ตรงที่ มีนักดนตรีหลายคนในชุมชนดนตรีทั้งสองแห่งที่มักจะเป็นสมาชิกในวงดนตรีมากกว่าหนึ่งวงในเวลาเดียวกัน เวลาที่เพื่อนนักดนตรีมีโปรเจ็ค และต้องการตั้งวงเฉพาะกิจเพื่อสร้างงานดนตรีในโปรเจ็คเหล่านั้น ก็มักจะเรียกหาพวกเพื่อนนักดนตรีในชุมชนเดียวกันนั้นเองให้เข้ามาช่วย จึงไม่ค่อยเป็นเรื่องที่น่าประหลาดเท่าไรนักนะครับเวลาเช็ครายชื่อสมาชิกในวงต่างๆที่มาจากชุมชนนี้แล้วมักจะพบว่า จะต้องเจอนักดนตรีชื่อซ้ำๆกันอยู่บ่อยๆ บางทีก็จะมีนักดนตรีจากวงนี้ไปเล่นให้วงโน้น บางทีมีวงเฉพาะกิจวงใหม่ตั้งขึ้นมา พอดูชื่อสมาชิกก็จะพบพวกหน้าเดิมๆที่ก่อนหน้านั้นก็เคยอยู่ในวงที่ชื่อคุ้นๆกันมาทั้งนั้น

    ผมเดาว่าคงเป็นเพราะความสนิทสนมในหมู่นักดนตรีแวดวงเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้ทั้ง Greg และ Jessica ร่วมกันก่อตั้งค่าย Language Of Stone ขึ้นมาเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่นักดนตรีในชุมชนเดียวกัน เพื่อให้พวกเขาได้มีพื้นที่ในการสร้างสรรค์และนำเสนอผลงานดนตรีที่พวกเขามีความชื่นชอบร่วมกัน นั่นก็คือดนตรี psychedelic folk ที่คละคลุ้งไปด้วยบรรยากาศแบบ gothic ที่ทั้งน่าหลงไหลและน่าสะพรึงกลัวไปในเวลาเดียวกัน ทางค่ายจะเป็นตัวกลางที่นำงานดนตรีเหล่านั้นไปเผยแพร่ต่อกลุ่มแฟนเพลงที่ชื่นชอบดนตรีสไตล์ gothic และหาช่องทางจัดจำหน่ายให้กับเหล่าศิลปิน บนพื้นฐานที่ว่า ศิลปินควรได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรมจากผลงานดนตรีที่พวกเขาต้องลงทุนทั้งแรงกาย เวลา มันสมอง และจิตวิญญาน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นขึ้นด้วยความรัก ค่าย Language Of Stone ในเวลานี้จึงเหมือนกับเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกนักดนตรีแนว gothic folk หลากสายพันธุ์ บางวงก็มาจากพื้นที่อื่นนอก Philadelphia ก็มี

    บางครั้งพวกเขาก็รวมตัวกันตั้งเป็นวงเฉพาะกิจสำหรับโปรเจ็คบางชิ้นเป็นการเฉพาะ อย่างวง The Valerie Project (http://www.myspace.com/thevalerieproject) ก็เรียกได้ว่าเป็นโปรเจ็ครวมดาวที่มีนักดนตรีเข้าร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานมากกว่าสิบคน เพื่อนำ Valerie and Her Week of Wonders (1970, Jaromil Jires) ภาพยนตร์ Czech New Wave (ในเวลานั้นยังเป็นเช็คโกสโลวเกีย) ที่ส่งอิทธิพลต่อกระแสความเคลื่อนไหวในดนตรีโฟล์ครุ่นใหม่ๆ มาตีความ เพื่อจะรีเมคซาวด์แทร็คของภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ซาวด์แทร็คเวอร์ชั่นใหม่นี้จะแต่งขึ้นเพื่อให้เล่นกันสดไปพร้อมๆกับการฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ เหมือนกับการฉายภาพยนตร์ในยุคหนังเงียบที่ในโรงภาพยนตร์จะมีวงออร์เคสตร้าเล่นดนตรีประกอบภาพยนตร์กันสดๆ โดยซาวด์แทร็คเวอร์ชั่นต้นฉบับที่เป็นเสียงในฟิลม์จะถูกปิดหรือลบออก คลิพข้างล่างเป็นฉากบางตอนจาก Valerie and her week of wonders ครับ

    Valerie and her week of wonders-Part 1
    http://www.youtube.com/watch?v=5OZYZ...eature=related

    แน่นอนครับว่าการแสดงคอนเสิร์ทสำหรับโปรเจ็คนี้ต้องจัดขึ้นในโรงภาพยนตร์เท่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโรงหนังอาร์ทเฮาส์ หอประชุมในมหาวิทยาลัย หรือไม่เช่นนั้นก็จะเป็นตามพิพิทธภัณฑ์ต่างๆ ผมต้องนับถือในความกล้าหาญของพวกเขาจริงๆครับ ที่กล้านำเสนอโปรเจ็คที่เสี่ยงต่อการถูกด่าได้อย่างนี้ เพราะเท่าที่ผมได้ดูจากคลิพ ซาวด์แทร็คเวอร์ชันต้นฉบับที่แต่งโดย Lubos Fiser กับ Jan Klusak ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมจนไม่น่าจะมีใครกล้านำมารีเมคอีกแล้ว และภาพยนตร์ที่รู้จักกันแค่เฉพาะกลุ่มอย่างนี้ก็มักมีแฟนประจำที่มีความจงรักภักดีต่อต้นฉบับค่อนข้างสูง ซึ่งก็ต้องรวมทั้งสมาชิกที่เข้าร่วมในโปรเจ็คนี้ด้วย แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังสามารถสร้างสรรค์ดนตรีประกอบเวอร์ชั่นของพวกเขาเองได้ยอดเยี่ยมจนเป็นที่ยอมรับในหมู่แฟนๆของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้จนสำเร็จครับ ถ้าอยากทราบว่าดนตรีประกอบเวอร์ชั่นต้นฉบับในภาพยนตร์เรื่องนี้ทำออกมาได้ไพเราะขนาดไหน คลิ๊กเข้าไปชมในคลิพต่อมาได้เลยครับ

    Valerie a tyden divu (1970)
    http://www.youtube.com/watch?v=r6L9Y...eature=related

    ผมได้ดูคลิพตัวอย่างและฉากบางตอนจากหนังเรื่องนี้ใน YouTube แล้วครับ เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำออกมาได้สวยงามมากเลยครับ เล่นเอาตอนนี้ผมอยากจะดูจนตัวสั่น ถ้ามีบริษัทไหนกล้าซื้อลิขสิทธิ์มาจัดจำหน่ายในประเทศนี้ ก็ผู้ชมอย่างผมก็คงไม่แคล้วต้องทนกับมลพิษทางสายตาที่บรรดาพวกพิทักษ์วัฒนธรรมอันดีในศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม (แหล่งรวมของพวกมีปมด้อยทางปัญญา) ถ่ายทิ้งเอาไว้บนจอจนทำลายความงดงามในงานภาพไปจนหมด หรือบางทีพวกต่อมศีลธรรมตื้นพวกนี้อาจจะหาเรื่องแบนไปพร้อมๆกันเลยก็ได้ครับ มีหน่วยงานอย่างนี้คอยริดรอนเสรีภาพการรับรู้รับชมด้วยการบังคับใช้มาตรการการเซ็นเซอร์ที่ล้าหลัง ผมไม่สงสัยเลยว่าทำไมธุรกิจหนังละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศนี้ถึงได้เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วอย่างที่เราได้เห็น และถ้าลองสังเกตดูให้ดีนะครับ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดลิขสิทธิ์มักจะเติบโตได้ดีในแทบทุกประเทศที่มีกฏหมายเซ็นเซอร์ในลักษณะนี้ คลิพข้างล่างเป็นคลิพหนังตัวอย่างครับ

    VALERIE & HER WEEK OF WONDERS Trailer
    http://www.youtube.com/watch?v=LPyPE...eature=related

    ตอนนี้มันก็ไม่ใช่แค่หนังเท่านั้นแล้วครับ พวกศูนย์เฝ้าระวังยังคิดจะลามปามมาจัดระเบียบกิจกรรมในเวลาและพื้นที่ส่วนตัวของทุกๆคนไปให้ได้เสียทุกเรื่อง เริ่มจากหนัง ต่อจากนั้นก็เป็นเพลง (ยังดีที่พวกนี้เข้าไปยุ่มย่ามแค่เพลงไทย ยังไม่ลามมาถึงเพลงสากล) เกมส์คอมพิวเตอร์ การแต่งตัวของวัยรุ่น เมื่อเร็วๆนี้ก็จะทะลึ่งมาหาเรื่องบล็อกเว็บ เคยบล็อคแคมฟร็อกไปทีนึงแล้ว ก็จะมาหาเรื่องกับ hi 5 อีก ผมเองก็ไม่ได้เล่น hi 5 แต่ถ้าทำอย่างนี้กับ hi 5 ได้ วันหนึ่งคนพวกนี้ก็จะทำอย่างเดียวกันกับ MySpace ได้เหมือนกันนะครับ ถึงตอนนั้นผมก็คงต้องบอกลาการฟังเพลง รวมทั้งตัดขาดกับเพื่อนๆชาวต่างประเทศที่ผมได้รู้จักที่นั่นไปพร้อมๆกันเลย ผมสงสัยเหลือเกินครับว่าทำไมสังคมไทยถึงปล่อยให้คนพวกนี้ขึ้นมาได้ดิบได้ดี มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายกับเสรีภาพในการรับรู้กันอยู่ได้ โดยไม่คิดจะตอบโต้อะไรกันบ้างเลย ที่เราทำได้ก็แค่มองดูผู้คนในสังคมอื่นได้ใช้เสรีภาพที่พวกเขามีตักตวงเก็บเกี่ยวเอาประสบการณ์จากเวลาอันมีจำกัดในชีวิตได้อย่างคุ้มค่า ส่วนเราก็เป็นเพียงผู้สังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ พร้อมกับยอมรับความเป็นจริงว่านั่นคือชีวิตในแบบที่เราไม่มีสิทธิ์จะมี ทุกครั้งที่ถูกริดรอนเสรีภาพเราก็ยังไม่มีสิทธิ์จะโต้แย้ง ไม่มีสิทธิ์จะไม่ชอบ เพราะทุกคนมีหน้าที่ต้องทำใจยอมรับความภาคภูมิใจกับมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในแบบที่เราไม่ได้เลือก และต้องสืบทอดจารีตในการยัดเยียดความชราภาพและความสิ้นหวังที่เราคุ้นเคยให้กับเด็กรุ่นต่อๆไป เพื่อรักษาวัฒนธรรมอำนาจนิยมอันไร้ค่านี้ให้มันยืนยาวต่อไปอีกสักพันปี
    I&#39;m a proud snob

  23. #73

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ส่วนวงดนตรีในค่าย Language Of Stone ผมจะขอกล่าวถึงแค่ Ex Reverie กับ Lights ก็แล้วกันนะครับ เพราะรู้สึกถูกชะตากับดนตรีของพวกเธอเป็นพิเศษ



    Ex Reverie
    http://www.myspace.com/exreverie

    ดีใจจริงๆครับที่นานๆจะได้เจอวงที่ผมนั่งฟังเพลงทุกเพลงใน MySpace ไปเรื่อยๆได้ตั้งแต่ต้นจนจบแทบทุกครั้งที่คลิ๊กเข้าไป เพราะฟังแล้วก็ชอบไปหมดทุกเพลงเลยครับ ดนตรีของ Ex Reverie มีความเป็น gothic ที่ส่งกลิ่นออกมาจากข้างใน โดยที่ไม่ต้องพยายามเค้นเอาความเป็น gothic ออกมาให้เห็นจนออกนอกหน้าแบบที่พวก goth หรือพวก emo ยุคนี้มักจะทำกันบ่อยๆ แต่จะผู้ฟังจะรู้สึกได้ถึงลางร้ายที่แฝงตัวในเสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้น และเสียงร้องที่สามารถพลิกผันจากผู้เล่าเรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ไปเป็นร่างทรงที่ถูกสิงโดยวิญญานของราชินีผู้เกรี้ยวกราดจากยุคกลาง

    ในปี 2005 Ex Reverie เคยออกผลงานมาครั้งหนึ่งในรูปมินิอัลบั้ม Phronesis ที่สามเพลงในอัลบั้มนั้นได้ฝากความลุ่มหลงไว้ให้กับแฟนๆดนตรี psychedelic folk แทบทุกคนที่ได้ฟัง หลังจากจุดเริ่มต้นที่ดูเหมือนจะไปได้สวย วงดนตรีลึกลับจากเมือง Fishtown ใน Pensylvania วงนี้ก็ดูเหมือนจะหายสาปสูญไปเลย ทิ้งให้บรรดาแฟนเพลงต้องทนทุกข์อยู่กับความหิวกระหายเป็นเวลานานถึงสามปี กว่าที่ The Door Into Summer อัลบั้มฉบับเต็มชุดแรกจะได้ฤกษ์ออกมาเสียทีในปีนี้

    Ex Reverie เป็นผลผลิตทางความคิดของ Gillian Chadwick (สมาชิกวง Woodwose ร่วมกับ Jessica Weeks) แทบทั้งหมด โดยเธอได้ David ผู้เป็นสามีมาช่วยก่อตั้งวงและรับหน้าที่มือเบส ส่วน Greg Weeks แห่งวง Espers และเจ้าของค่ายเพลงต้นสังกัดก็มาช่วยเล่นกีตาร์ และเธอก็ยังได้พวกเพื่อนๆในแวดวง Philly freak folk มาช่วยเสริมมิติความลึกด้วยเสียงจากเครื่องสาย ส่วนตัวเธอจะรับหน้าที่ร้องนำและเป็นมันสมองที่อยู่เบื้องหลังผลงานดนตรีแทบทั้งหมด

    รากฐานทางความคิดที่ค่อยๆก่อรูปขึ้นมาเป็นงานดนตรีในอัลบั้มนี้เริ่มต้นขึ้นสมัยที่เธอยังเป็นนักศึกษาสาขาวิชาปรัชญา หนึ่งในโปรเจ็คที่เธอทำเล่นๆในเวลานั้นก็คือมองหาหนทางที่ทำให้ทุกๆชั่วขณะปัจจุบันในชีวิตกลายมาเป็นงานศิลปะ ในฐานะนักดนตรี เธอต้องการให้ดนตรีของเธอเป็นหนทางที่นำผู้ฟังไปสู่อีกโลกหนึ่ง เธอกล่าวว่า การสร้างงานดนตรีจากแนวคิดนี้ ในระดับหนึ่งมันอาจจะเป็นแนวคิดเชิงปรัชญาที่สูงส่ง แต่ในทางปฏบัติ มันอาจจะเป็นเพียงแค่การค้นหาท่อนริฟเท่ๆขึ้นมาสักท่อน

    เพื่อถ่ายทอดโลกในจินตนาการให้ออกมาเป็นเสียงดนตรี เธอจำเป็นต้องสำรวจเข้าไปในความทรงจำของตัวเอง เพื่อรวบรวมแรงบันดาลใจทั้งหมดที่ผ่านเข้ามาตลอดเส้นทางของวิวัฒนาการทางความคิด และนำวัตถุดิบเหล่านั้นมาใช้ในการผลิตงานดนตรีที่เผยให้เห็นถึงตัวตนของเธอผ่านเศษเสี้ยวที่กระจัดกระจาย แรงบันดาลใจทั้งจากดนตรีและงานวรรณกรรมที่ได้ส่งอิทธิพลต่อตัวเธอจะถูกนำมาตีความ ผสมผสาน สังเคราะห์และกลั่นกรอง จนกลายมาเป็นงานดนตรีชิ้นเยี่ยมที่นำเอาความงามจากดินแดนอันมืดมนมาเปิดเผยให้เห็นจนถึงรายละเอียด

    Gillian ได้ให้นิยามดนตรีใน The Door Into Summer ว่าในภาคดนตรีจะเป็น glam folk ที่นำเอาฤทธิ์การกัดกร่อนจากดนตรี glam rock ของ David Bowie มาผสมเข้ากับกลิ่นสาปสางของดนตรีไซคีเดลลิคโฟลค์ในสไตล์ Comus, Fairport Convention ไปจนถึง Led Zepelin ในภาคอคูสติค เพื่อสร้างภูมิทัศน์ทางเสียงที่เหนือจริงคล้ายคลึงกับภาพในจินตนาการที่เธอได้รับจากการอ่านงานวรรณกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Stranger in a Strange Land ของ Robert Heinlein ซึ่งเธอก็ได้เคยกล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า เธอต้องการให้ดนตรีเป็นช่องทางที่นำผู้ฟังไปเผชิญชะตากรรมตามลำพังในดินแดนแปลกประหลาดที่พวกเขาไม่คุ้นเคย เพื่อจะได้ค้นพบในเวลาต่อมาว่า ธรรมชาติของมนุษย์ แรงปรารถนาและความกลัว ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยใดก็ตาม

    แต่ละเพลงใน The Door Into Summer จะทำหน้าที่เป็นตัวส่งผ่านวิวัฒนาการทางดนตรีของทั้งอัลบั้ม ซึ่งจำลองมาจากวิวัฒนาการทางดนตรีของ Gillian ทั้งในฐานะนักดนตรีและผู้ฟัง เพลงทุกเพลงคือหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์ทางที่ช่วยส่งต่อความผิดเพี้ยนจนดนตรีทั้งอัลบั้มพัฒนาไปเป็นดนตรีโฟล์คที่กลายพันธุ์ โดยเสียงกีตาร์ไฟฟ้าในช่วงครึ่งแรกของอัลบั้มจะเป็นเหมือนกับไวรัสที่เข้ามารบกวนสมดุลย์ แพร่กระจายยีนแปลกปลอม จนทำให้เสียงอคูสติคในช่วงครึ่งหลังอิ่มตัวไปด้วยความบิดเบี้ยว และกลายมาเป็นโฟล์คสายพันธุ์ประหลาดที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศในพิธีกรรมของพวก pagan ในขณะที่เสียงร้องบางครั้งก็ฟังดูเหมือนร้องออกมาจากกระแสสำนึก บางครั้งก็คล้ายกับเป็นการบอกเล่าเรื่องราวเหนือธรรมชาติผ่านร่างทรง และบ่อยครั้งที่ Gillian ร้องออกมาราวกับว่าเธอกำลังร่ายเวทย์มนตร์ให้เกิดดลบันดาลให้เกิดภัยพิบัด

    สไตล์การร้องของเธอก็สามารถปรับเปลี่ยนโทนอารมณ์ไปตามท่วงทำนองของเพลงได้อย่างเป็นธรรมชาติ จากน้ำเสียงของคู่สนทนาที่ฟังดูเป็นมิตรไปเป็นเสียงของนังแม่มดที่กำลังสาปแช่งผู้ฟังให้มีอันเป็นไป ในทุกๆเพลงเธอจะร้องโดยไม่มีการดัดหรือบีบเค้นให้เสียงที่ออกมาฟังดูมืดมนมากที่สุด แต่การปล่อยให้อารมณ์การร้องเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติกลับดึงเอาความมืดมนในเพลงให้ปรากฏออกมาได้เด่นชัดยิ่งขึ้น ในเพลง "Dawn Comes for Us All" เสียงร้องของเธอ ชวนให้นึกถึงพิธีกรรมในยามราตรีที่บรรดาแม่มดจะเปลือยกายเริงระบำ ในขณะที่เธอก็กำลังร่ายเวทย์มนตร์ เพื่อเรียกอำนาจชั่วร้ายที่ตั้งเค้าดำทะมึนมาพร้อมๆกับเสียงกีตาร์ glam rock ที่ขุ่นมัว

    "Clouds? Or Smoke?" จะขึ้นต้นด้วยเสียงกีตาร์อคูสติคในทำนองที่ให้บรรยากาศแบบ pre apocalypse ตัดกับเสียงออร์แกนที่สีสันฉูดฉาดจนฟังดูทารุณ ในเพลงนี้ เธอจะเริ่มร้องคล้ายๆกับกำลังท่องบทสวด ก่อนที่บรรยากาศค่อยๆเคลื่อนเข้าสู่ภาวะวิปริต กีตาร์จะเล่นเร็วขึ้นจนเหมือนกับเสียงกีตาร์ที่เล่นประกอบระบำหน้าท้อง ส่วนเสียงของ Gillian ก็จะลากเสียงจากต่ำไปสูงเหมือนเริ่มจะคลุ้มคลั่ง แล้วดนตรีก็จะเปลี่ยนเป็นจังหวะที่ฟังดูทีเล่นทีจริง แต่ทั้งเสียงดนตรีและเสียงร้องจะมีความก้องกังวานราวกับว่ากำลังอยู่ในโลกอีกโลกหนึ่งที่เต็มไปด้วยความวิปริต จังหวะดนตรีจะเปลี่ยนกลับไปกลับมาแต่เพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในเพลง "Wooden Sword" กีตาร์ช่วงต้นเพลงชวนให้นึกถึงขบวนคาราวานของพวกยิปซีทีท่องไปตามเทือกเขา Carpathian ก่อนที่จะมีเสียงเชลโล่และเสียงกีตาร์ในสไตล์ไซคีเดลลิคเข้ามาผสม ช่วงต้นเพลง เสียงของ Gillian จะร้องในสไตล์บัลลาด แต่อารมณ์จะค่อยๆพลุ้งพล่านขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงช่วงกลางเพลงที่เธอเปลี่ยนสไตล์การร้อง จนเสียงของเธอเหมือนกำลังถูกเข้าสิงโดยวิญญานของนางพญาผู้โหดเหี้ยม

    จากทุกเพลงที่ได้ฟังใน MySpace ทิ้งเอาไว้แต่ความกระหายในบรรยากาศแห่งโลกของพวกแม่มด อัลบั้ม The Door Into Summer ของเธอเหมือนกับเป็นประตูไปสู่อีกโลกที่ทั้งน่าสะพรึงกลัว แต่ก็เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่เย้ายวน จนอยากจะร่ายมนตร์ให้โลกทั้งใบเข้าสู่ยุคมืดรอบใหม่ เพื่อจะได้เป็นเหมือนโลกในจินตนาการของเธอ ที่ๆทุกคนสามารถสนุกสนานไปกับความชั่วร้ายได้อย่างเต็มอิ่ม
    I&#39;m a proud snob

  24. #74

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    LIGHTS
    http://www.myspace.com/lightsmakemusic

    ถ้าผมรู้จักวงนี้จากรายการวิทยุ ไม่ใช่จาก MySpace ของค่าย Language of Stone ผมคงต้องเจอปัญหาใหญ่เวลากูเกิ้ลหาข้อมูลแน่ครับ เพราะวงนี้ชื่อโหลจริงๆครับ ผมลองคีย์ชื่อวงอย่างเดียวเข้าไปในกูเกิ้ล ปรากฏว่าเว็บไซท์ที่ลิสต์ขึ้นมาสี่ห้าหน้าแรกแทบจะไม่มีเว็บไหนที่เกี่ยวข้องกับดนตรีเลยครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าวงจาก Brooklyn วงนี้ต้องการจะตั้งชื่อวงให้ฟังดูตรงกันข้ามกับโทนดนตรีของพวกเธอหรือเปล่า เพราะบรรยากาศในดนตรีของ Lights ก็เต็มไปด้วยความมืดมนแห่งรัตติกาลไม่แพ้วงอื่นๆในค่ายเดียวกันเลยครับ แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้มาจาก freak folk scene ใน Philadelphia ก็ตาม

    ถ้าบรรยากาศในเพลงของ Ex Reverie จะออกไปทาง witch craft ที่แอบปฏิบัติกันตามเมืองเล็กๆในอังกฤษแล้ว ดนตรีของ Lights ก็จะมีบรรยากาศที่แห่งโลกมืดของคลับไต้ดิน แหล่งมั่วสุมพวกแวมไพร์ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ค ความมืดมนแบบดิบๆที่แฝงในดนตรีของ Lights เป็นความมืดมนในแบบนิวยอร์คที่ฟังดูคล้ายๆกับที่พบในอัลบั้มชุดแรกของวง Velvet Underground เลยครับ แม้ว่าสไตล์ดนตรีของ Lights จะไกล้เคียงกับดนตรีในยุคสิบปีหลังจากที่ Velvet Underground ชุดแรกออกวางตลาด

    ผมไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับว่าเป็นเพราะกระบวนการบันทึกเสียงที่ทางวงเลือกใช้หรือเปล่า ที่ต้องการให้ซาวด์ดนตรีออกมาเป็น vintage อย่างนี้ เสียงดนตรีที่ได้อาจจะขาดความละเมียดจนถึงขั้นรกหูไปบ้าง โดยเฉพาะเสียงกีตาร์ที่เนื้อเสียงจะเป็นเสียงเกรนหยาบและฟังดูแบนๆ แต่สำหรับวงดนตรีสามชิ้นอย่างวงนี้ ความดิบที่ได้นอกจากจะช่วยเติมเต็มให้กับเสียงในส่วนที่ขาดหายแล้ว ยังเพิ่มเสน่ห์ทึบๆในแบบวงใต้ดินให้กับซาวด์ดนตรีอีกด้วยครับ เสียงดนตรีอาจจะฟังดูขาดความคมชัด แต่ความเฉียบคมจะปรากฏออกมาในสไตล์ดนตรีท่ามกลางกีตาร์ที่มีเนื้อเสียงแตกพร่า นอกจากนั้น ดนตรีของพวกเธอให้อารมณ์แบบแวมไพร์ที่เต็มไปด้วยความเย้ายวน บางครั้งฟังไปก็ชวนให้นึกถึงบรรยากาศที่เย้ายวนได้คล้ายๆกันจากอัลบั้มซาวด์แทร็คของ Vampiros lesbos (1971, Jesus Franco)


    Lights ประกอบไปด้วย Sophia Knapp ในตำแหน่งกีตาร์ และ Linnea Vedder ในตำแหน่งมือกลอง ที่น่ามหัสจรรย์กว่านั้นก็คือ แม้ว่าพวกเธอทั้งคู่จะร่วมกันร้องประสานในทุกๆเพลงไปพร้อมๆกับต้องรับผิดชอบกับเครื่องดนตรีที่เล่น แต่เสียงร้องประสานของพวกเธอก็ยังคงความเซ็กซี่จนชวนให้เย็นวาบไปถึงไขสันหลังได้ไม่แพ้เสียงดนตรีที่พวกเธอเล่นเลยครับ ถ้าลองฟังแทร็ค "At Midnight" ไปเรื่อยๆ หลายท่านก็คงจะรู้สึกคล้ายๆกับผมนะครับว่า สไตล์การร้องของพวกเธอคล้ายกับแกงค์นางแวมไพร์ที่กำลังหลอกล่อเหยื่อให้ติดกับ ฟังไปจนจบเพลงถึงได้รู้ว่า ยังไม่เคยมีวงไหนจบท่อนสุดท้ายด้วย "Wow" ได้เซ็กซี่เท่าพวกเธอเลยครับ

    นอกจาก Sophia กับ Linnea แล้ว Lights ยังสมทบด้วย Andy Macleod ในตำแหน่งมือเบส และตบท้ายด้วยผู้หญิงที่ชื่อ Wizard Smoke ซึ่งจะทำหน้าที่ฉายภาพจากโปรเจ็คเตอร์ประกอบการแสดงด้วยครับ Sophia เคยให้สัมภาษณ์ถึงผลจากประสบการณ์ของการเติบโตในนิวยอร์คที่ส่งอิทธิพลต่อดนตรีของพวกเธอไว้ว่า บ่อยครั้งที่เธอรู้สึกเหมือนไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนิวยอร์ค และเธอก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆเค้ารู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของนิวยอร์คกันได้ยังไง เพราะนิวยอร์คเหมือนกับมีชีวิตของตัวมันเอง บางทีนิวยอร์คก็เป็นเหมือนเครื่องจักรที่เอาแต่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา และเธอก็เชื่อเช่นกันว่า ความมืดมนในนิวยอร์คได้ส่งผลต่อโทนอารมณ์ในดนตรีของพวกเธอเป็นอย่างยิ่ง การได้เติบโตมากับที่นั่นทำให้พวกเธอได้ซึมซับเอาความมืดจากเงาที่พาดทับเหล่านั้นมาใช้ในงานดนตรีได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงกีตาร์ในแทร็ค "For You" ที่เล่นออกมาจนเกือบจะเป็น metal แต่ก็ยังเข้มข้นไปด้วยอารมณ์ไซคีเดลลิคในโทนสีดำสลับแดงเกินกว่าที่จะเป็น metal

    ในแทร็ค "Rise Up" จะขึ้นต้นด้วยเสียงออร์แกนที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มคล้ายกับเสียงออร์แกนช่วงต้นเพลง Burning Bridges จากอัลบั้ม Obscured by Cloudd ของ Pink Floyd แต่ความเคลิบเคลิ้มใน "Rise Up" เป็นความเคลิบเคลิ้มอันเนื่องมาจากฤทธิ์ยา ไม่ได้เป็นความเคลิบเคลิ้มที่ชวนให้รู้สึกผ่อนคลายแบบใน Burning Bridges จากนั้นทั้ง Sophia และ Linnea ก็จะสะกดจิตผู้ฟังด้วยเสียงร้องที่ยั่วยวนจนกระทั่งผู้ฟังเข้าสู่สภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น และพร้อมที่จะตกเป็นเหยื่อเทพธิดาแห่งโลกมืดทั้งสองอย่างไม่มีเงื่อนไข

    ดนตรีของพวกเธอมีส่วนผสมบางอย่างที่ทั้งยั่วยวนและทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ในอันตราย แต่เราก็ยังเพลิดเพลินกับมันได้เรื่อยๆ ทั้งๆที่รู้ว่าโลกของพวกเธอมีแต่ความมืดมิด ก็ยังเป็นความมืดมิดที่แฝงไว้ด้วยมนตร์เสน่ห์ เพราะความมืดมนของพวกเธอล้วนเกิดขึ้นจาก Lights ที่ฉายเข้ามานั่นเองครับ



    ผมขอปิดท้ายด้วยคลิพคอนเสิร์ทของ Pink Floyd ในปี 1966 ก็แล้วกันนะครับ

    Pink Floyd With Syd Barrett - Interstellar Overdrive-Part 1
    http://www.youtube.com/watch?v=2iA7w...eature=related

    เดาว่าวิดิโอของคลิพนี้เคยหาดูได้ยากมากเลยครับ แต่ตอนนี้คงมีการรีมาสเตอร์กันใหม่แล้ว ภาพออกมาคมชัด สไตล์การถ่ายภาพในตอนต้นคลิพยังชวนให้เข้าใจผิด นึกว่าเป็นคลิพจากหนังของ Wong Kar Wai เสียอีก ภาพในคลิพมาจากบันทึกการแสดงของ Pink Floyd ในปี 1966 สลับกับภาพแฟชั่นในยุคนั้น ผมละชอบสไตล์ของผู้คนในยุคนั้นจริงๆครับ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยครับว่าทั้งดนตรีไซคีเดลลิคและแฟชั่นแบบม๊อดจะเข้ากันได้ดีขนาดนี้


    Pink Floyd With Syd Barrett - Interstellar Overdrive-Part 2
    http://www.youtube.com/watch?v=3LvkjqkAgsE
    I&#39;m a proud snob

  25. #75
    maxxx77 (unlogin)
    Guest

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    เฮ้อไม่ได้เข้ามานาน....มาก ขอใช้เวลาอันน้อยนิดโพสกระทู้นี้สักหน่อยเถอะ...

    มาเจอกระทู้แบบนี้ บอกตามตรงครับว่ารู้สึกดีจริงๆ คนตอบกระทู้ดีๆแบบนี้ (PC - POKO - GHOSTBOX) อย่าหายไปไหนเลยน่ะ น่ะ น่ะ

    แล้วเดี๋ยวผมจะตามล่าหามาฟังบ้างน่ะครับ ช่วงนี้ธุระยุ่งมากมายเหลือเกิน คิดถึงเพื่อนๆจัง

    ว่าแล้ว...เวลาแห่งความสุขในโลกของเสียงเพลงผมน้อยลงไปมากกกกกกกกกกกก...จริงๆ

    ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆ (มากๆ) ครับ

หน้า 3 จากทั้งหมด 7 หน้า หน้าแรกหน้าแรก 12345 ... หน้าสุดท้ายหน้าสุดท้าย

กฎการโพสต์ข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] code is เปิด
  • HTML สถานะ ปิด