รับออกแบบเว็บไซต์ โดย บริษัท ไอซี ไอเดีย จำกัด หูฟัง Headphone



ล๊อคอินเข้าบอร์ดไม่ได้เพราะถูกแบน กรุณาติดต่อ admin ส่งเมล์มาที่ avseq01.dat@gmail.com
หน้า 7 จากทั้งหมด 7 หน้า หน้าแรกหน้าแรก ... 567
สรุปผลการค้นหา 151 ถึง 155 จากทั้งหมด 155
  1. #151

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    David Rosenboom
    http://www.myspace.com/davidrosenboom

    ฟังให้ได้ทุกแทร็คเลยนะครับถ้ามีเวลา ที่สำคัญคืออย่าพลาดสุดยอด electro-jazz ในแทร็ค "Corona Dance" เป็นอันขาดครับ หรือถ้าจะให้ดี ควรฟังกับหูฟังที่เก็บรายละเอียดได้ทุกเม็ดจะดีที่สุดครับ โครงสร้างทางดนตรีในแทร็คนี้น่าจะเป็น free jazz ที่คีย์บอร์ดจะออกมาวาดลวดลายแทนเครื่องเป่า แทร็คนี้มาจากอัลบั้ม Future Travel (1981) ที่แต่งขึ้นในสติวดิโอ โดยใช้ระบบการประสานเสียงและเมโลดี้ต่างๆที่พัฒนาต่อยอดมาจากซีรีส์ The Beginning โดยการเรียบเรียงเสียงจากเครื่องดนตรีอิเลคโทนนิคในสเกลของงานออร์เคสตร้าจะถูกนำมาขยายทั้งขนาดและรายละเอียดในงานชุดนี้

    ช่วงปลายยุค 60s นักประพันธ์ผู้นี้เคยสร้างงานดนตรีทดลองที่ท้าทายสุดๆ ด้วยการนำอุปกรณ์ที่เรียกว่า neurofeedback มาใช้ในการสร้างงานดนตรี โดยอุปกรณ์ชุดนี้จะมีระบบตรวจจับสัญญานจากคลื่นสมอง ที่ถูกนำไปต่อเข้ากับเครื่องแปลสัญญานที่จะควบคุมการทำงานของเครื่องดนตรีอิเลคโทรนิคอีกที โดยเสียงดนตรีที่ได้จะมาจากสัญญานที่ถูกถ่ายทอดจากคลื่นสมอง โดยที่ไม่ต้องผ่านอวัยวะส่วนอื่นๆ นอกจากนั้นเขายังฝากผลงานดนตรีอื่นๆไว้มากมาย ซึ่งลิ้งค์ข้างล่างจะมีข้อมูลเกี่ยวกับผลงานทั้งหมดของเขาในรายละเอียดครับ

    David Rosenboom
    http://music.calarts.edu/~david/

    เขาเรียนด้านการประพันธ์ การแสดง และดนตรีอิเลคโทรนิคกับ Salvatore Martirano, Lejaren Hiller, Kenneth Gaburo, Gordon Binkerd, Bernard Goodman, Paul Rolland, Jack McKenzie, Soulima Stravinsky, John Garvey และผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่นๆที่ University of Illinois ใน Urbana-Champaign และในตอนนี้เขาก็เป็นทั้งอาจารย์และคณะบดีในโรงเรียนสอนดนตรีที่ California Institute of the Arts นอกจากการประพันธ์ดนตรีแล้ว เขายังทำงานด้านศิลปะกับสื่อแขนงอื่นๆ รวมตั้งแต่งหนังสือเกี่ยวกับดนตรีอีกด้วยครับ เขาจะยึดหลักปรัชญาในการสร้างสรรค์ผลงานของเขาที่ว่า "จะต้องอยู่ในภาวะที่มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และต้องเข้าใจในกระบวนการแห่งวิวัฒนาการนั้นไปพร้อมๆกัน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสายใยหลักที่ค่อยๆเผยให้เห็นว่าเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวที่วางใจได้มาโดยตลอดชีวิตการสร้างสรรค์งานดนตรีของผม ผมชอบการเผชิญหน้ากับโครงสร้างใหม่ๆที่เผยโฉมให้เห็นอย่างมีแรงขับเคลื่อน และเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ดำดิ่งเข้าสู่ตัวมันได้เช่นเดียวกัน กระบวนการที่คาดไม่ถึงเวลาที่ปรัชญาและความงามที่ม้วนตัวกลับเข้าที่ซ่อน ในขณะที่ทุกอย่างกำลังคลี่คลาย ทั้งทางปัญญาและสัญชาติญาน และนั่นคือส่วนหนึ่งของเป้าหมาย"







    Sarah June
    http://www.myspace.com/sarahjunesound
    http://www.sarahjune.net/


    เจอเข้าให้อีกคนนึงแล้วครับที่ทำดนตรีแนวโกธิคออกมาได้หลอนถูกใจจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าแทบทุกเพลงใน MySpace ข้างบน แค่เสียงร้องกับเสียงอคูสติคกีตาร์ก็สามารถให้บรรยากาศอันลึกลับเหนือธรรมชาติที่ทั้งหวานเศร้าและก็หลอนจับจิตได้ในเวลาเดียวกัน ที่เด่นที่สุดคือเสียงร้องของเธอที่นอกจากจะก้องกังวานเหมือนเสียงแห่งห้วงความคิดที่แว่วสะท้อนไปมาอยู่ภายในแล้ว น้ำเสียงเธอก็ทั้งอ่อนหวาน ไร้เดียงสาและเปราะบาง เหมือนเสียงของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆในเทพนิยายที่พร้อมจะทำร้ายตัวเองได้ทุกเวลาเมื่อไรก็ตามที่ปล่อยให้เธอคลาดสายตา เพลงของเธอบางเพลงก็ฟังคล้ายบลูส์ บางเพลงก็คล้ายแจ๊ซ บางเพลงก็เหมือนเพลงกล่อมเด็ก ที่ร้องคลอไปกับอคูสติคกีตาร์ แต่ทุกเพลงจะเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความฟุ้งฝัน เหมือน dream pop ที่นำเสนอในแบบ gothic folk เนื้อร้องส่วนใหญ่ก็จะเกี่ยวข้องกับการสูญเสียและความตายที่เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับการฟังตอนเดินละเมอทั้งๆที่ยังหลับ

    ลองฟังแทร็ค Motown เพลงที่เก้าในลิ้งค์ข้างล่างดูนะครับ ผมสะดุดหูตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ฟังเลยครับ บรรยากาศมืดๆในภาคดนตรี ยิ่งประกอบเข้ากับเสียงร้องที่เปราะบางของเธอ ก็ยิ่งชวนให้ขนลุกขึ้นไปอีกหลายเท่าเลยครับ (ที่ด้านขวาสุดของตารางรายชื่อเพลง จะมีปุ่ม pop-up ให้คลิ๊กเลือกฟังแต่ละเพลงได้โดยเฉพาะครับ)

    Playlist for Bob W. - March 22, 2010
    http://wfmu.org/playlists/shows/35136

    Sarah June ชื่อจริงของเธอก็คือ Sarah Weathers ส่วน June เป็นชื่อของยายที่เสียชีวิตตั้งแต่ตอนที่เธอยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ เธอจึงนำชื่อของยายมาใช้เพื่อระลึกถึงความทรงจำที่ดีเมื่อนานมาแล้ว เธอเติบโตที่ดีทรอยต์ ในครอบครัวที่แวดล้อมไปด้วยศิลปะ แม่ของเธอมักจะวาดรูปและพาเธอไปเที่ยวพิพิทธภัณฑ์บ่อยๆ ตอนเด็กเธอเริ่มเล่นเปียโนและกีตาร์ และกีตาร์ตัวแรกที่เธอใช้ก็เคยเป็นกีตาร์ของคุณตาของเธอเองครับ พอย่างเข้าสู่วัยรุ่นเธอก็เริ่มเขียนเพลง จนเมื่ออายุได้สิบแปดเธอก็ออกจากโรงเรียนเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับงานเพลงของเธอได้อย่างเต็มตัว และก็เริ่มตระเวนเล่นดนตรีทั้งในดีทรอยต์และชิคาโก แม้ว่าตอนนี้เธอก็ย้ายฐานมาอยู่ที่ซานฟรานซิสโก แต่เพลงของเธอมักจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากบรรยากาศของเมืองอุตสาหกรรมอย่างดีทรอยต์ที่เธอเติบโตมา ที่นั่นมักจะดูมัวหม่นอยู่เสมอ เต็มไปด้วยตึกเก่าๆที่ดูโทรมๆและซากปรักหักพัง จนเมืองทั้งเมืองดูเหมือนเมืองที่ถูกทิ้งร้าง ลองฟังแทร็คในคลิพข้างล่างดูนะครับ เผื่อจะได้ไอเดีย

    Sarah June - "We Lurk Late"
    http://www.youtube.com/v/56k_YJFI9xA

    .ในปี 2007 เธอได้เริ่มเขียนเพลงที่ตอนนี้รวมอยู่ในชุด This Is My Letter To The World อัลบั้มแรกของเธอที่ออกกับค่าย Hand·Eye Records ในเดือนสิงหาคมปีถัดมา เธอเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Black ในเยอรมันว่า เพลงที่เธอแต่งเหมือนกับบ้านที่ทำด้วยกระจก เธอสร้างมันขึ้นแล้วเข้าไปอาศัยอยู่ในนั้น ขั้นตอนการเขียนเพลงของเธอ มักจะเริ่มด้วยการเขียนภาคดนตรีเป็นอย่างแรก เธอจะแต่งทำนองและดีไซน์บรรยากาศทางดนตรีให้กับแต่ละเพลงเหมือนกับจะให้เป็นฉากในละคร จากนั้นจึงค่อยเขียนเนื้อร้องที่จะเป็นตัวละครลงในฉากเหล่านั้น เธอต้องการให้ผู้ฟังสามารถอ่านเนื้อร้องที่ไม่ต้องมีดนตรีเป็นแบ็คกราวด์ และพบว่ามันก็เป็นบทกวีได้ด้วยตัวมันเอง เธอมักจะเขียนเนื้อร้องให้คลุมเคลือ พร้อมกับร่องรอยที่บอกเป็นนัยๆให้ผู้ฟังแต่ละคนสามารถตีความได้แตกต่างกันไปตามมุมมองของแต่ละคน

    เนื้อร้องของเธอมักจะบอกเรื่องราวของตัวเธอเอง โดยจะมีการอ้างอิงถึงงานวรรณกรรมที่เธอสามารถนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตได้ อย่างชื่ออัลบั้ม "This Is My Letter To The World" ก็เอามาจากชื่อบทกวีของ Emily Dickenson เพราะนอกจากจะเป็นบทกวีที่เธอชื่นชอบแล้ว มันยังบอกเป็ฯนัยๆได้ถึงเนื้อเพลงในอัลบั้มที่จะเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของตัวเธอเอง เพลง "My red shoes" ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนของ Sylvia Plath โดยเฉพาะประโยคคำถามที่ว่า "Is there no way out of the mind?" ซึ่งคำตอบของเธอก็คือ "ไม่" เพราะเธอเองก็สนใจกับแนวคิดที่ว่า "ตัวตนเท่านั้นคือความเป็นจริง" และก็เขียนเพลงของเธอขึ้นจากแนวคิดนั้น เนื้อร้องในแทร็ค "My Red Shoes" เธอได้เชื้อเชิญให้ Sylvia เดินเคียงข้างเธอไปสู่ "mirrored sea" และ Sylvia ก็ได้พูดกับเธอว่า "How frail the human heart must be - a mirrored pool of thought..." ซึ่งเธอจะใช้คำว่า mirrored เพื่อบรรยายลักษณะของท้องทะเลในเพลงของเธอ

    ส่วนเพลง "The illustrated man" ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากงานเขียนของ Ray Bradbury ที่ชื่อ "Something Wicked This Way Comes" โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครที่เต็มไปด้วยรอยสัก (the illustrated man) ในคณะละครสัตว์ เพราะตอนนี้ตัวเธอเองก็กำลังจะกลายเป็น "illustrated woman" เพราะสะสมรอยสักไว้เยอะเหมือนกัน เธอหวังว่าวันหนึ่งเมื่อเธอแก่ตัวลง ผิวหนังเธอจะเป็นผืนผ้าใบที่ปกคลุมไปด้วยรูปภาพและถ้อยคำที่บอกได้ถึงเวลาแต่ละช่วงในชีวิต บางเพลงอย่าง Jungfrau Maria จะเขียนเนื้อร้องเป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งเป็นที่ๆเธอเกิด และพ่อของเธอก็เป็นอาจารย์สอนภาษาเยอรมันในโรงเรียน เธอจึงไม่รู้สึกว่าการเขียนเนื้อร้องและการร้องเพลงด้วยภาษาที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กจะเป็นอุปสรรคในการถ่ายทอดอารมณ์และจินตนาการมาสู่งานเพลงของเธอ ยิ่งไปกว่านั้น อารมณ์อันเปราะบางจนน่ากลัวในน้ำเสียงของเธอก็ยังสามารถถ่ายทอดลงในภาษาเยอรมันได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนผลงานของเธอก็ได้รับการตอบรับจากกลุ่มแฟนเพลงชาวเยอรมันเป็นอย่างดี

    เธอบันทึกเสียงอัลบั้มชุดนี้ในอพาร์ตเมนต์ของเธอเอง อาจจะฟังดูแปลกใช่ไหมครับ? แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพราะเธอค่อนข้างจะระมัดระวังกับทุกกระบวนการ เพื่อคงอารมณ์ดนตรีในแบบที่เธอต้องการถายทอดให้ครบถ้วนที่สุด ทุกขั้นตอนตั้งแต่วาบความคิดในจุดเริ่มต้น จนตกผลึกมาเป็นบทเพลงที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการบันทึกเสียงจะต้องถูกถ่ายทอดออกมาอย่างครบถ้วน เพลงในอัลบั้มหลายเพลงอัดเสียงในตู้เสื้อผ้า บ้างก็อัดเสียงกันในห้องน้ำเพราะให้เสียงสะท้อนในระดับที่ตรงตามอารมณ์ของบทเพลงมากที่สุด ซึ่งพวกซาวด์เอ็นจิเนียร์มักจะไม่ต้องการให้เธอบันทึกเสียงด้วยวิธีนี้ เพราะมันทำให้พวกเขาเรียบเรียงเสียงต่างๆได้ยากขึ้นเวลานำไปตัดต่อในห้องอัด เพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มจะอัดไปพร้อมๆกันในแทร็คเดียว เวลาอัดเสียงเธอจะร้องและเล่นกีตาร์ไปพร้อมๆกัน แทนที่จะทำไปทีละแทร็คแบบที่มักจะทำกันในยุคนี้ และการบันทึกเสียงแบบดั้งเดิมนี้เองที่ทำให้เพลงเหล่านั้นให้ความรู้สึกเหมือนได้ฟังการแสดงสด ส่วนแทร็คอื่นๆ หลังจากที่เธอได้เสียงร้องและกีตาร์ที่เป็นเสียงหลักแล้ว เธอถึงค่อยเพิ่มเสียงคีย์บอร์ดหรือเครื่องดนตรีชิ้นอื่นๆเข้าไป อย่างเพลง "The Illustrated Man", "Jungfrau Maria", "Radio Wave", "I Can't Help…", "If You'll Be Nice", "Charlotte", and "When Doves Cry" (เพลงนี้เธอนำเพลงของ Prince มา cover) จะอัดกีตาร์กับเสียงร้องพร้อมกันในแทร็คเดียว และเทคเดียวไปตลอดเพลงตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเธอบอกไว้เหมือนกันครับว่า อาจจะเป็นเพราะเธอเป็นพวกนิยมความสมบูรณ์แบบ

    เธอบอกไว้เช่นกันครับว่า ตอนที่เธอเริ่มเข้าวงการ เธอไม่ค่อยชอบเสียงที่ฟังดูเหมือนเสียงเด็กของเธอนัก เพราะมันทำให้เธอดูอ่อนแอ และเธอก็เคยพยายามร้องในสไตล์ที่ทำให้น้ำเสียงของเธอดุดันขึ้น แต่เมื่อเธอเติบโตขึ้น เธอก็ค่อยๆรู้สึกสะดวกใจกับน้ำเสียงของตัวเองจนร้องได้อย่างเป็นธรรมชาติ จนตอนนี้เธอยอมรับความเปราะบางในตัวเองได้ทั้งหมด หลังจากที่ปลดปล่อยให้เสียงร้องของเธอแสดงตัวมันเองออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เธอก็เริ่มรู้สึกได้ว่าบทเพลงของเธอบอกเรื่องราวของตัวเธอเองได้ชัดเจนขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ


    I'm a proud snob

  2. #152

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    Cosmic Jokers

    THE COSMIC JOKERS:COSMIC JOY
    http://www.youtube.com/v/fgf4xGhaXq0

    สำหรับท่านที่ชอบงานเพลงของ Pink Floyd โดยเฉพาะอย่างยิ่ง งานในยุคที่พวกเขายังเป็นวงไซคีเดลลิค ผมบอกได้อย่างหนึ่งครับว่า ถ้าคิดจะลองหาวงจากอังกฤษวงอื่นๆในยุคนั้นที่มีซาวด์ดนตรีคล้ายๆกับงานเพลงของพวกเขา ท่านอาจจะต้องผิดหวัง เพราะแม้จะมีวงอังกฤษจะมีวงไซคีเดลลิคระดับหัวกะทิอยู่หลายวง แต่อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ซาวด์ดนตรีของ Pink Floyd มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงมาก พวกเขาอาจจะไม่เน้นทางด้านเทคนิคมากเท่าวงอื่นๆ แต่อัจฉริยะภาพในดนตรีของพวกเขาก็คือการสร้างเมโลดี้ที่สามารถปลุกเร้าอารมณ์และจินตนาการที่ลุ่มลึกได้ด้วยเทคนิคการเล่นที่ไม่ยาก ไม่รู้พวกเขาไปเอาเมโลดี้สวยๆพวกนั้นมาจากไหน แถมเป็นเมโลดี้ที่ลงตัวสุดๆกับเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นเสียด้วยสิครับ รวมทั้งการดีไซน์เนื้อเสียงที่นอกจากจะทั้งงดงามและแปลกประหลาดไปพร้อมๆกันแล้ว พวกเขายังสามารถเรียบเรียงทุกๆเสียงให้สอดรับกันเหมือนกับว่าเสียงจากโน๊ตทุกๆตัวเข้ามาได้อย่างถูกเวลา

    ทุกอย่างที่กล่าวมา ผมไม่ค่อยได้เจอจากวงอังกฤษวงอื่นๆ แต่พอเริ่มหันมาฟังพวกวง krautrock จากเยอรมันก็จะพบกับความคล้ายคลึงที่ว่านี้เต็มไปหมด เรียกว่ายิ่งฟังก็ยิ่งเจอครับ มันเหมือนกับวงเยอรมันพวกนี้เอาอารมณ์อันมัวหม่นในดนตรีของ Pink Floyd ช่วงปลายยุค 60s มาถ่ายทอดด้วยเสียงจากเครื่องดนตรีอิเลคโทรนิค และเทคโนโลยีการบันทึกเสียงแห่งยุค 70s ซึ่งความคล้ายคลึงนี้ก็อาจจะเป็นเพราะพวกวง krautrock กับ Pink Floyd มีจุดเริ่มต้นที่คล้ายกันอย่างหนึ่งก็คือ ตอนที่เริ่มตั้งวง พวกเขาไม่ใช้นักดนตรีระดับยอดฝีมือ บางคนที่เป็นสมาชิกวง krautrock ก็ไม่ได้เป็นนักดนตรีด้วยซ้ำ ดังนั้นอย่างเดียวที่ทำได้ก็คือ ต้องลงทุนด้านไอเดียและความคิดสร้างสรรค์กันเยอะๆ ที่จะสร้างซาวด์ดนตรีอันเต็มไปด้วยอารมณ์และจินตนาการจากทรัพยากรอันน้อยนิด

    Cosmic Jokers นี่ก็เป็น krautrock วงล่าสุดที่ผมเพิ่งเจอครับ ได้ฟังครั้งแรกเหมือน Pink Floyd ยุคก่อน Dark Side of the Moon ในภาคอิเลคโทรนิคเลยครับ เพลงในคลิพข้างบนมาจากอัลบั้ม Cosmic Jokers หนึ่งในห้าอัลบั้มที่ออกพร้อมๆกันในปีเดียว!!!!! ฟังดูแปลกประหลาดใช่ไหมครับ ลองค่อยๆอ่านเรื่องราวของพวกเขาข้างล่างดู แล้วจะรู้ครับว่าที่มาของโปรเจ็คนี้มันก็แปลกประหลาดพอๆกับความงดงามอันซับซ้อนในดนตรีของพวกเขาเลยครับ ถ้าต้องการจะลองฟังเพลงจากอัลบั้มอื่นๆ ใน YouTube ก็มีคนใจดีเอามาโพสต์ให้ฟังหลายเพลงเหมือนกัน คลิ๊กเข้าไปลองฟังได้ที่ลิ้งค์ข้างล่างเลยครับ

    TheCapi86sv's Channel
    http://www.youtube.com/user/TheCapi86sv#g/u

    ผมเคยลองทำลิ้งค์ที่รวมเอาเพลงทั้งหมดของ Cosmic Jokers ที่มีใน channel นี้เข้าไว้ด้วยกันมาแล้ว แต่พอเอามาแปะในบอร์ดมันไม่เวิร์ค อย่างเดียวที่ทำได้ก็คือ หลังจากที่คลิ๊กเข้าไปในลิ้งค์ข้างบนแล้ว พิมพ์ชื่อวง Cosmic Jokers ลงในช่อง "Search Upload" (ไม่ใช่ช่อง "Search" ที่อยู่ด้านบนสุดนะครับ แต่เป็นอีกช่องหนึ่งใน channel ของเขาครับ) จากนั้นก็คลิ๊กปุ่ม "Search Uploads" คลิพทั้งหมดของ Cosmic Jokers ก็จะปรากฏให้เห็นครับ

    คงต้องรีบๆฟังหน่อยนะครับ เพราะสมาชิกท่านนี้เคยโดน YouTube แบนมาแล้ว และยิ่งเอาเพลงมาโพสต์จนเกือบจะยกอัลบั้มอย่างนี้ คงอีกไม่นานละครับ เขาอาจจะต้องโดนแบนอีกครั้ง

    ผมฟังเพลงของพวกเขาครั้งแรกในรายการของ Bryce ครับ ตอนแรกผมเกือบจะไม่ได้รู้จักพวกเขาเสียแล้ว เพราะตอนนั่งฟังรายการในลิ้งค์ข้างล่าง เพลงของพวกเขาเล่นเป็นเพลงสุดท้ายพอดีเลยครับ บังเอิญช่วงครึ่งหลังของรายการนี้จะเปิดเพลงของวง krautrock จากเยอรมันติดต่อกับจนจบรายการ และก่อนหน้านั้นผมก็ได้ฟังวงดีๆหลายวงจนผมเริ่มรู้สึกเต็มอิ่มไปหมด อยากจะขอพักยกไว้ก่อน แต่ก็ดีที่ยังทนฟังไปจนจบ พอมาฟังเพลงนี้ได้สักครู่ โดนบรรยากาศจากนอกโลกซัดเข้าให้เต็มๆ เล่นเอาผมต้องกดฟังซ้ำแล้วกูเกิ้ลหาข้อมูลของพวกเขาในทันทีเลยครับ ลองคลิ๊กเข้าไปฟังดูนะครับ เพราะเพลงนี้ไม่มีคลิพให้ฟังใน YouTube เลยครับ

    Playlist for Bryce - March 26, 2010
    http://wfmu.org/playlists/shows/35191

    ดูที่ตารางรายชื่อเพลงของรายการในลิ้งค์ข้างบน จะเห็นว่าเพลงนี้เล่นเป็นเพลงสุดท้ายเลยครับ แล้วก็อย่างเคย ทุกเพลงจะมีปุ่ม pop-up ที่ช่องขวาสุดของตารางให้กดเลือกฟังแต่ละเพลงได้เป็นการเฉพาะครับ แต่ถ้ามีเวลาก็น่าจะลองฟังทั้งรายการดูนะครับ โดยกดไปที่ปุ่ม play ทางด้านบนของตาราง รายการจะเริ่มจากวง Os Mutantes จากบราซิล ต่อด้วยดนตรี cambria (ดนตรีลูกผสมระหว่างไซคีเดลลิคกับดนตรีพื้นเมืองแถบเทือกเขาแอนดีส ในอเมริกาใต้ครับ) อีกเป็นชุด ตามติดด้วยดนตรีจากแดนภารตะอีกสองเพลง หลังจากนั้น ตั้งแต่วง Brainticket เรื่อยมาจนจบรายการ จะเป็นเพลงจากวง Krautrock ของเยอรมันตลอด (โอ้ว จริงๆแล้วมีคั่นด้วยดนตรีอิเลคโทรนิคจากยุค 60s ของวง White Noise อีกสองเพลงครับ) ลองคลิ๊กเข้าไปฟังดูนะครับถ้าทนรับความตื่นเต้นแบบต่อเนื่องได้ตลอดสามชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก

    พอไปอ่านประวัติความเป็นมาของวงนี้ ผมไม่สงสัยเลยครับว่าทำไมดนตรีของพวกเขาถึงหลุดขอบจักรวาลได้ถึงขนาดนี้ ตั้งแต่วินาทีแรก เสียงของพวกเขาจะส่งคุณตรงดิ่งสู่ความเวิ้งว้างนอกขอบเขตแห่งการรับรู้ก่อนที่คุณจะทันได้รู้ตัว คุณจะไปอยู่ในที่ๆปรากฏการณ์ทุกอย่างอยู่เหนือระบบตรรกะที่คุณเรียนรู้ผ่านทุกผัสสะบนโลกใบนี้ วงที่สร้างซาวด์ดนตรีอย่างนี้ออกมาได้ต้องเป็นวงชั้นนำที่นอกจากจะเขียนเพลงได้อย่างเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังต้องอาศัยความชำนาญที่สั่งสมจนสามารถดีไซน์เสียงจากโน๊ตทุกตัวให้ตอบรับกับบรรยากาศทางดนตรีที่เค้นออกมาจากจินตนาการอันหลุดพ้นของพวกเขาได้ เท่าที่ได้อ่านจากในวิกิ Cosmic Jokers เป็นโปรเจ็คระดับรวมดาว โดยผู้ที่เข้าร่วมจะประกอบไปด้วย Manuel Gottsching (จากวง Ash Ra Tempel), Klaus Schulze (จากวง Tangerine Dream และ Ash Ra Tempel), Harald Grobkopf (จากวง Wallenstein และ Schulze), Jurgen Dollase (จากวง Wallenstein) และ Dieter Dierks (ซาวด์เอ็นจิเนียร์และโปรดิวซ์เซอร์) เรียกว่าแต่ละคนเป็นระดับหัวกะทิแห่งวงการดนตรีเยอรมันกันมาทั้งนั้น เจ้าของโปรเจ็กก็ไม่ใช่ใครอื่น Rolf-Ulrich Kaiser เจ้าของค่าย Ohr (ear) ต้นสังกัดของพวกเขาเองครับ

    แต่ที่แสบไปกว่านั้นก็คือ พวกเขาทั้งหมดไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำว่างานดนตรีที่พวกเขาเข้ามาทำร่วมกันจะออกวางจำหน่ายในเวลาต่อมาภายใต้ชื่อ Cosmic Jokers เพราะเดิมที Kaiser ได้จัดปาร์ตี้มั่วยา acid ขึ้นหลายครั้งที่ sound studio ของ Dieter Dierks และทุกครั้งพวกนักดนตรีในค่ายจะเขียนเพลงขึ้นเพื่อใช้เปิดประกอบ โดยจะได้ยา acid เป็นการตอบแทน โดยที่ก่อนหน้านั้นในปี 1971 Kaiser ได้ล่อให้พวกเขาเข้ามาร่วมทำโปรเจ็คทดลองที่ชื่อ Cosmic Couriers ร่วมกับศิลปินในแขนงอื่นๆอย่าง Walter Wegmuller ที่เป็นทั้งจิตรกรและนักดนตรี กับนักเขียนอย่าง Sergius Golowin และที่ไม่น่าเชื่อก็คือเขายังได้นักเขียนและนักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกันอย่าง Timothy Leary มาร่วมในโปรเจ็คนี้ด้วย โดยแทร็คทั้งหมดที่ได้จะถูกบันทึกเพื่อเอาไปเปิดในปาร์ตี้ จากนั้น kaiser ก็เอาเทปทั้งหมดมาให้ Dierks ตัดต่อและเรียบเรียง จนได้งานออกมาทั้งหมดห้าอัลบั้มคือ The Cosmic Jokers (1974), Galactic Supermarket (1974), Planeten Sit-In (1974), Sci Fi Party (1974) และ Gilles Zeitschiff (1974) โดยทั้งหมดออกวางจำหน่ายในรูป LP กับค่าย Kosmische Musik ของเขา ภายใต้ชื่อ Cosmic Jokers

    แทร็คข้างล่างจาก Sci Fi Party (1974) ครับ

    THE COSMIC JOKERS:SCI FI PARTY
    http://www.youtube.com/v/IkESkZlWwbg&feature=related

    ทุกอัลบั้มจะมีรูปของเหล่าศิลปินที่เข้าร่วมในโปรเจ็คนี้อยู่บนหน้าปก ซึ่งไม่ได้เป็นที่รับรู้หรือได้รับการยินยอมจากนักดนตรีที่เข้าร่วมเลยสักคน นอกจาก Kaiser แล้ว (หรืออาจจะรวมทั้ง Dierk ด้วยอีกคน) ไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า งานในโปรเจ็คที่พวกเขาเข้าใจกันว่าทำขึ้นสำหรับปาร์ตี้มั่วยาในครั้งนั้น ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นแผ่นเสียงที่วางจำหน่ายในเชิงพานิชย์อย่างนี้ ตัว Gottsching เองก็มารู้เอาตอนที่ได้ยินเพลงจากโปรเจ็คนี้ที่ร้านขายแผ่นเสียงในเบอร์ลินเข้าโดยบังเอิญ เขาก็เลยขอดูแผ่นที่ทางร้านกำลังเปิด ส่วนพวกนักดนตรีคนอื่นๆที่ร่วมในโปรเจ็คต่างก็ไม่พอใจหลังจากที่ได้รู้ความจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Schulze นี่โกรธจัดถึงกับยื่นฟ้อง Kaiser หลังจากที่อัลบั้ม Gilles Zeitschiff ออกวางจำหน่าย จน Kaiser ถูกบีบให้ล้มเลิกแผนการผลิต และค่ายเพลงของเขาก็เริ่มถูกคุกคามจากศิลปินคนอื่นที่จะรุมฟ้องเรียกค่าเสียหาย จนตัวเขาเองทนไม่ได้ต้องหนีออกนอกประเทศ

    เมื่อผมได้ลองไปอ่านประวัติของ Kaiser ที่รวมทั้งความเป็นมาของโปรเจ็ค Cosmic Jokers แบบลงลึกในรายละเอียดแล้ว ถึงได้รู้ว่า Rolf-Ulrich Kaiser ก็ได้สร้างคณูปการต่อวงการดนตรีในเยอรมันมาไม่น้อยเลยทีเดียวครับ เขาเริ่มต้นจากการเป็นนักข่าวในแวดวงดนตรี และในยุค 60s ก็เคยเขียนหนังสือว่าด้วยดนตรีไซคีเดลลิคไว้หลายเล่ม อย่างประวัติของ Frank Zappa และ “De Nieuwe Pop Muziek” (The New Pop Music) ที่ออกในปี 1970 ต่อมาเขาก็ได้เป็นผู้จัดการในค่าย Pilz (mushroom) แทน Jurgen Schmeisser ค่ายเพลงนี้จะเน้นไปที่ดนตรีโฟล์คกับไซคีเดลลิคเป็นหลัก และเป็นบริษัทในเครือ BASF ในช่วงที่เขาเป็นผู้จัดการ ค่ายนี้ได้ออกผลงานของวงเยอรมันหน้าใหม่หลายวงอย่าง Popol Vuh, Hoelderlin, Emtidi และ Broselmaschine ที่ตอนนี้ก็กลายเป็นวงระดับตำนานไปแล้ว

    หลังจากเก็บเกียวประสบการณ์ที่ค่าย Pilz เขาก็ออกไปตั้งค่าย Ohr (ear) ที่เบอร์ลิน ซึ่งค่ายนี้ก็เป็นบริษัทลูกของค่าย Metronome Records อีกที และที่นั่นก็เป็นที่ๆเขาได้เริ่มต้นชีวิตของการเป็นโปรดิวซ์เซอร์ด้วยเช่นกัน ต่อมาเขาก็ได้พิสูจน์ว่า ตัวเขาเองคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ดนตรีจากเยอรมันสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง และตัวเขาเองก็ตระหนักในความจริงข้อนี้ดี อย่างที่ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Mojo ของอังกฤษไว้ว่า "ในปี 1970 ไม่มีค่ายเพลงไหนในเยอรมันที่สนใจดนตรีของเยอรมันเองเลย แต่พวกเราก็ได้แสดงให้ชาวเยอรมันได้เห็นว่าพวกเขาสามารถให้ความไว้วางใจในดนตรีของพวกเขาเองได้"

    ค่าย Ohr ได้กลายเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้วงร็อคของเยอรมันได้เผยแพร่ผลงาน และค่ายนี้ก็เป็นค่ายที่ออกงานยุคแรกๆของวงอย่าง Tangerine Dream, Guru Guru, Ash Ra Tempel, Embryo, Birth Control, Emtidi, Wallenstein, Amon Duul และ Mythos ช่วงที่เริ่มก่อตั้ง ค่ายนี้ก็ได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความยุ่งยาก เพราะต้องเจอกับสภาวะการณ์อันซับซ้อนที่ตกค้างมาจากช่วงหลังสงคราม เยอรมันในยุคนั้น มีแต่เฉพาะพวกแรงงานแลกเปลี่ยนหรือ labour exchange เท่านั้นที่ได้รับอนุญาติให้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการได้ (ตรงนี้คงต้องให้เพื่อนๆที่อยู่เยอรมันมาช่วยชี้แจงให้ด้วยแล้วครับ) Kaiser ยังจำช่วงเวลาอันเปราะบางสำหรับวงการดนตรีเยอรมันในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี "ตอนที่พวกเราเริ่มก่อตั้ง มันยังไม่มีกลุ่มผู้ฟังสำหรับวงเยอรมันเลยด้วยซ้ำ ธุรกิจดนตรีถูกพวกอังกฤษกับอเมริกันคุมไว้หมด และที่เยอรมันในตอนนั้น การเป็นผู้จัดการให้พวกวงดนตรียังเป็นสิ่งผิดกฏหมาย พอพวกเราเริ่มก่อตั้งบริษัทได้สามสัปดาห์ ก็โดนเรียกให้ไปรายงานตัวกับรัฐบาล พวกนั้นบอกกับพวกเราว่า เรากำลังทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย ต้องจ่ายค่าปรับมาสามหมื่นมาร์ค"

    ในปี 1971 สื่อก็เริ่มให้ความสนใจกับความขัดแย้งอันสลับซับซ้อนในหมู่พวกที่ทำงานในอุตสาหกรรมดนตรี และ Rolf-Ulrich Kaiser ก็ได้ทำให้ตัวเองกลายเป็นตัวละครในเหตุการณ์อันน่าตื่นตระหนกที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีเยอรมัน มันเกิดขึ้นในระหว่างการวิวาทะเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรีเยอรมันที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ WDR TV โดยผู้ที่เข้าร่วมเสวนาก็มี Nikel Pallat (ผู้จัดการวง Ton Steine Scherben), Conny Veit (จากวง Gila), Bodo Albes (ผู้จัดการวง Frumpy), Wolfgang Hamm, Hans G.Helms and Heinz-Klaus Metzger มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ Kaiser กับ Pallat โต้เถียงกันอย่างดุเดือดถึงเรื่องระบบทุนนิยมในอุตสาหกรรมดนตรีเยอรมัน จน Pallat เอาขวานที่เขาซ่อนไว้ในแจ็คเก็ตออกมาฟันลงบนโต๊ะจนผู้ร่วมรายการคนอื่นๆช็อคไปตามๆกัน เสร็จแล้วเขาก็เอาไมโครโฟนใส่กระเป๋า จนผู้ดำเนินรายการต้องยุติการเสวนา

    ในปี 1971 เขาคือหนึ่งในสถาปนิกที่ออกแบบการทดลองทางดนตรีที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีเยอรมัน ตอนที่เขาเอาวง Ash Ra Tempel จากค่ายของเขามาร่วมทีมกับ Timothy Leary นักจิตวิทยาชื่อดังชาวอเมริกัน ผู้ที่นำเสนอไอเดียเรื่องประโยชน์ของ LSD ที่มีต่อจิตวิญญานอันโด่งดังจนแวดวงวิชาการตามมหาลัยทั่วอเมริกาต่างก็ช็อคไปตามๆกันมาแล้ว หลังจากนั้นเขาก็ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่ในใจกลางของกระแส counterculture ช่วงปลายยุค 60s พร้อมกับที่วลีคลาสสิคของเขา “Turn on, tune in, drop out” ก็กลายเป็นวลีที่ฮิตติดปากกันสุดๆในหมู่พวกฮิปปี้ในยุคนั้นด้วยเช่นกัน และเขาก็ได้ตอกย้ำความเป็นไอคอนแห่งยุคสมัยด้วยการไปร่วมร้องเพลง “Give Peace A Chance” ในการประท้วงแบบ bed-in ของ John Lennon กับ Yoko Ono วงดนตรีอย่าง Moody Blues กับ the Who ก็ถือว่าเขาคือหนี่งในอิทธิพลที่สำคัญที่ให้แรงบันดาลใจในการเขียนเพลง ก่อนหน้าที่เขาจะมาเข้าร่วมโปรเจ็ค เขาก็เคยไปเล่นผงกับ Brian Barritt นักเขียนชาวอังกฤษ จนได้ข้อสรุปว่า เฮโรอีนมันช่วยให้พวกเขาสื่อสารกันทางจิตโดยตรงได้จริงๆ

    Timothy Leary เริ่มมีปัญหากับกฏหมายบ้านเมืองมาตั้งแต่ปี 1965 ตอนที่เขากลับเข้าสหรัฐผ่านทางเม็กซิโกพร้อมกับกัญชา เขาก็เลยโดนข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองตามบทบัญญัติว่าด้วย marijuana tax ที่มีโทษจำคุก 30 ปี (ผมลองกูเกิ้ลหาข้อมูล ดูเหมือนกฏหมายตัวนี้มันคือจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่สถานะที่ผิดกฏหมายของกัญชา แต่ตัวบทบัญญัตินี้โดยตัวมันเองยังไม่ได้ทำให้กัญชากลายเป็นของผิดกฏหมายเสียทีเดียว เดาว่าก่อนหน้านั้นอุตสาหกรรมสิ่งทอและกระดาษในอเมริกายังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากพืชตระกูลกัญชาอย่างพวก industrial hemp ซึ่งคนทั่วไปยังมองความแตกต่างระหว่างพืชตัวนี้กับ canabis หรือกัญชาที่ใช้สูบกันไม่ออก พวกหญ้ารื่นเริงก็เลยได้อานิสงฆ์ไปด้วย) ซึ่งในปี 1969 บทบัญญัติว่าด้วย marijuana tax ถูกประกาศว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ เขาก็เลยได้รับการถอนข้อกล่าวหา แต่ในปี 1970 เขาก็ทำมันอีกครั้ง และก็ถูกตัดสินให้จำคุก

    ที่เรื่อนจำ Leary ได้รับมอบหมายให้ดูแลสวน ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ได้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดนัก เขาก็เริ่มสร้างแฟ้มประวัติของตัวเองโดยใช้ผลการทดสอบภาวะทางจิตที่เขาปลอมขึ้นก่อนหน้านั้นหลายปีเพื่อให้ทางฝ่ายเรือนจำเชื่อว่าเขาไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่มีพฤติกรรมอันอาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยง ในคืนวันที่ 2 กันยายน 1970 เขาก็หนีออกจากเรือนจำด้วยความช่วยเหลือของกองกำลัง Yippie (The Youth International Party กลุ่มนักเคลื่อนไหวหัวรุนแรงที่สนับสนุนเสรีภาพการแสดงออกและต่อต้านสงคราม) ที่สังกัดกลุ่ม The Weatherman (กลุ่มนี้ยิ่งหนักข้อครับ ตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นพรรคปฏิวัติที่จะโค่นล้มรัฐบาลอเมริกันด้วยความรุนแรง เพื่อจะก่อตั้งเผด็จการของชนชั้นกรรมมาชีพ) หลังจากเขาหนีออกจากคุก นายริชาร์ด นิกสัน ก็ประกาศให้เขาเป็นบุคคลที่อันตรายที่สุดในโลก เขากับภรรยาก็หนีเขาแอลจีเรียด้วยพาสปอร์ตปลอมในชื่อ McNellis จากนั้นประเทศต่อไปที่เป็นเป้าหมายของพวกเขาแน่นอนครับว่าต้องเป็นไปสวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของ LSD โอสถสวรรค์ เป็นที่ๆเขาได้เริ่มพบปะกับพวกศิลปินในแวดวง cosmic ส่วน Rolf-Ulrich Kaiser ก็ไม่รอช้า บินตรงจากเยอรมันไปหาบุคคลที่อันตรายที่สุดในโลกทันทีเลยครับ

    I'm a proud snob

  3. #153

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    อันที่จริงแล้ว Kaiser เองก็เคยพยายามติดต่อกับกวีในกลุ่ม Beatnik อย่าง Allen Ginsberg เพื่อให้มาเข้าร่วมในโปรเจ็ค แต่ก็ไม่มีโชคเอาเสียเลย หลังจากที่ Kaiser กับ Leary พบปะกันในครั้งนั้น Hartmut Enke แห่งวง Ash Ra Tempel บินไปพบ Leary อีกครั้งพร้อมกับไอเดียในการแต่งเพลงตามแนวคิดที่ต่อยอดจากแผนภูมิแสดงระยะการเติบโตแห่งสำนึกทางจิตวิญญาน (map of the stages of conscience of the mind) ที่ Leary กับ Barritt เขียนเอาไว้ในชื่อ บันไดเจ็ดขั้นสู่กรรมแห่งสำนึกที่ดียิ่งขึ้น (the seven steps to a better karma of consciousness) หลังจากที่ทั้งคู่ทำการทดลองทางจิตวิญญานกับเฮโรอีนมาด้วยกัน การพบปะกันครั้งนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับอัลบั้ม “Seven Up” หลังจากนั้นไม่นาน สมาชิกทั้งหมดของ Ash Ra Tempel ก็มาอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาที่สวิสเซอร์แลนด์ เพื่อบันทึกเสียงสำหรับอัลบั้มชุดใหม่ของพวกเขาที่ Sinus Studios ในเมืองเบิร์น มันก็มีเรื่องเล่าที่คล้ายๆกับเรื่องที่เคยเกิดกับพวก The Beatles ตอนที่เพื่อนๆของพวกเขาหย่อนอะไรลงไปในน้ำชาที่พวกเขาดื่ม Dennis Martino ลูกเขยของ Leary แอบเอา LSD หย่อนลงในขวดเซเว่นอัพ แล้วก็ส่งให้พวกสมาชิกในวงเอาไปดื่มกัน Leary เองก็ร้องบางเพลงในอัลบั้ม ซึ่งทุกคนในวงต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าไม่มีใครร้องได้ดีเท่าเขา

    คลิพข้างล่างเป็นแทร็คหนึ่งจากงานในชุด “Seven Up” ครับ

    Time 1/2 / Timothy Leary & Ash Ra Tempel
    http://www.youtube.com/v/WTeUd7rk0NM

    ฟังต่อภาคสองได้ที่ลิ้งค์ข้างล่างเลยครับ

    Time 2/2 / Timothy Leary & Ash Ra Tempel
    http://www.youtube.com/watch?v=cQjq_...eature=related

    ระหว่างที่อยู่ในสวิส พวกทีมงานทั้งหมดก็ย้ายเข้าไปอยู่ในฟาร์มบนเขาที่อยู่ไม่ห่างจากเบิร์นมากนัก ที่นั่น เวลาของพวกเขาหมดไปกับการเล่นยา acid พร้อมๆกับ (ว่ากันว่า) จัดปาร์ตี้เซ็กส์หมู่ติดต่อกันหลายวัน แต่ก็ไม่มีการบันทึกไว้เลยว่ามีสมาชิกของ Ash Ra Tempel ไป่ร่วมวงด้วย แต่ Bryan Barritt ไป เขาเล่าย้อนให้ฟังในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร Mojo ว่า" ผมจำได้แต่ว่ามีขากองพาดกันเต็มไปหมด มีคนอยู่ในนั้นประมาณสิบคน แต่ละคนก็มีเซ็กส์แบบสุ่มๆกับทุกคนที่ขวางหน้า เสร็จจากคนนี้ก็ไป่ต่อกับคนโน้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันก็เป็นความผิดของผมเหมือนกัน" หลังจากโปรเจ็คนั้น Timothy Leary ก็เข้าไปร่วมงานในโปรเจ็คอื่นๆของ Rolf-Ulrich Kaiser ด้วยเช่นกัน เช่นโปรเจ็คที่ออกวางจำหน่ายในชื่อ Cosmic Jokers ในเวลาต่อมา ในปี 1974 Timothy Leary ก็ถูกตำรวจสากลกักตัวที่สนามบินในคาบูล อาฟกานิสถาน แล้วถูกส่งตัวกลับสหรัฐ เขาถูกส่งตัวเข้ารับโทษในเรือนจำอีกครั้ง และถูกปล่อยตัวในปี 1976 เขาตายด้วยโรคมะเร็งในลูกอัณฑะเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 1996

    หลังจากเสร็จการทดลองของเขาจนเป็นอัลบั้ม “Seven Up” แล้ว Rolf-Ulrich Kaiser ก็เปิดบริษัทแห่งใหม่ Kosmiche Musik สำหรับบางคนที่เป็นแฟนของเขา Kosmiche Musik คือการขยายพรมแดนให้กับดนตรีเยอรมันยุคใหม่และทำให้มันก้าวล้ำไปข้างหน้าก่อนเวลาขึ้นอีกนิด แต่สำหรับพวกที่หมั่นไส้เขา ค่ายนี้ก็เป็นแค่สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเอาพวกฮิปปี้ที่กำลังเมายามาแจมดนตรีกัน บางคนก็คิดไปไกลถึงขั้นที่ว่า Kosmiche Musik คือสิ่งที่ Kaiser ใช้ตอบสนองอีโก้ของตัวเอง ทั้งยังเป็นสิ่งที่เขาใช้บำบัดภาวะขาดแคลนการเทิดทูนบูชาที่เขาเคยได้รับจากภรรยา หลังจากที่ Timothy Leary ขโมยมันไปจากเขา (555) แผนของเขามันทั้งเรียบง่ายและแปลกใหม่ได้ในเวลาเดียวกัน เขารวบรวมพลพรรคศิลปินที่เคยร่วมงานกันขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ Kosmiche Kuriere (cosmic couriers) และเชื้อเชิญให้ศิลปินเหล่านั้นมาร่วมแจมสดด้วยกันหลายครั้งในปาร์ตี้ยา acid ที่เขาเป็นคนจัด โดยจะบันทึกเสียงกันที่สติวดิโอของ Dieter Dierk ใน Stommeln ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม ปี 1973

    นี่เป็นแผนการณ์ที่เนี๊ยบสุดๆเลยครับ ที่นำเอาปาร์ตี้ยามาล่อพวกนักดนตรีเจ๋งๆให้มารวมตัวกันทำอัลบั้ม โดยหลอกพวกเขาว่าจะเป็นดนตรีที่ใช้เปิดประกอบในงาน นักดนตรีพวกนั้นก็เลยนึกว่ามาทำดนตรีกันเล่นๆ เพราะไม่มีการตกลงเรื่องค่าตอบแทนกันล่วงหน้าเหมือนการทำอัลบั้มทั่วๆไป และยังได้ยาไว้โด๊ปฟรีเป็นค่าตอบแทน มันเหมือนกับเป็นการเค้นเอาพลังความคิดสร้างสรรค์จากศิลปินเหล่านี้ในภาวะที่พวกเขาไม่ต้องรู้สึกกดดัน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเมายากันตลอด ผู้ที่มาเข้าร่วมโปรเจ็คนี้ก็ประกอบไปด้วย Manuel Gottsching แห่งวง Ash Ra Tempel กับ Rosi Muller แฟนของเขา นอกจากนั้นก็ยังมี Klaus Schulze, Dieter Dierk Jurgen Dollase, Harald Grokopf และ Gille Lettmann ภรรยาของ Kaiser ผู้ซึ่งเคยเป็นทั้งแฟชั่นดีไซน์เนอร์และเคยช่วยงานเขาในฐานะโปรดิวซ์เซอร์ Timothy Leary ก็ยังมาช่วยร้องนำ ผลที่ได้จากการทดลองครั้งนี้คือการผสมผสานกันอย่างอิสระของดนตรีไซคีเดลลิคร็อค ดนตรีร็อคอวกาศ และดนตรีอิเลคโทรนิค

    แต่ความทรงจำของ Manuel Gottsching ต่อประสบการณ์ในครั้งนั้นกลับแตกต่างออกไป เขาบอกว่า "ยาที่พวกเราโด๊ปกันมีผลต่อดนตรีของพวกเราน้อยมาก มันมีให้เสพย์ในตอนนั้นเหมือนกับที่มีในตอนนี้ นี่ว่ากันโดยทั่วไปนะครับ ผมกำลังพูดถึงกัญชา ทั้งแบบธรรมดากับอัดแท่งที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น ใครที่อายุต่ำกว่าสามสิบก็สูบกันทั้งบ้านทั้งเมือง คนที่อายุมากกว่านั้นก็เคยสูบกันมาหลายปีก่อนหน้านั้น เหมือนกับแม่น้ำที่ยังคงไหล ยาพวกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาโดยตลอด และก็จะยังคงเป็นต่อไปเรื่อยๆ มันไม่เกี่ยวกับที่ว่าเพราะคนที่โด๊ปเป็นนักดนตรี จิตรกร สถาปนิค หรืออะไรพวกนั้นหรอกครับ ยาพวกนั้นมีอยู่ทั่วไปและมันก็เอาเวลาในชีวิตผมไปเยอะอยู่เหมือนกัน แต่มันก็มียาอีกตัวหนึ่งที่ผมตกหลุมรัก ดนตรีไงครับ"

    อีกหนึ่งปีต่อมา Kosmiche Musik ได้นำเอาวัตถุดิบที่บันทึกจากการแจมดนตรีในปาร์ตี้ยา acid ครั้งนั้นมาเรียบเรียง แล้วตัดเป็นแผ่น LP ออกมาได้สี่อัลบั้ม ซึ่งก็คือ “The Cosmic Jokers”, “Planeten Sit In”, “Galactic Supermarket”, “Sci Fi Party” และ “Gilles Zeitschiff” ล้วนออกวางจำหน่ายในชื่อ The Cosmic Jokers ทุกชุด ทุกเพลงจะให้เครดิตแก่ผู้ร่วมแต่ง แต่กลับไม่ปรากฏชื่อนักดนตรีที่เข้าร่วมในโปรเจ็คนี้เลยสักคน ที่แย่กว่านั้นก็คือพวกเขาไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการจำหน่ายอัลบั้มเหล่านั้นเลย (ไม่นับเงินนิดๆหน่อยๆ กับยาที่พวกเขาโด๊ปกันฟรีๆช่วงที่บันทึกเสียง) Gottsching เป็นคนแรกที่รู้ว่านี่เป็นการต้มตุ๋นตอนที่ไปได้ยินเพลงจากอัลบั้มเหล่านั้นเข้าโดยบังเอิญที่ร้านแผ่นเสียงในเบอร์ลิน มันทำให้เขาถึงกับช็อค หลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ วงอื่นๆในค่ายอย่าง Popol Vuh ก็เริ่มตีจาก วง Tangerine Dream ที่กำลังจะออกอัลบั้ม “Atem ” ก็ปฏิเสธที่จะออกกับค่ายนี้ แต่พวกเขาก็มารู้ในตอนหลังว่า Kaiser ได้แอบทำสัญญาให้สิทธิ์การจัดจำหน่ายกับบริษัท Polydor ในอังกฤษโดยที่ไม่มีใครในวงรู้เรื่องนี้เลย Klaus Schulze ผู้ซึ่งเขาร่วมในโปรเจ็ค “Kosmiche Kourier” ก็ฟ้อง Kaiser ให้ตามเก็บทุกอัลบั้มของ Cosmic Jokers ออกจากตลาดให้หมด Rolf-Ulrich Kaiser แพ้คดี และนักดนตรีทุกคนก็ได้สิทธิ์ในอัลบั้มเหล่านั้นกลับมา

    จากนั้น ค่าย Ohr กับ Kosmische Musik ก็ปิดตัวลง Rolf-Ulrich Kaiser ก็เลิกทำงานในอุตสาหกรรมดนตรีไปตลอดชีวิตที่เหลือของเขา จากนั้นก็หายหน้าหายตาไปจากเยอรมัน Manuel Gottsching ผู้ซึ่งมีส่วนร่วมในโปรเจ็คนี้มากกว่าคนอื่นๆก็มีเรื่องราวเกี่ยวกับอัลบั้มเหล่านี้ในเวอร์ชั่นของเขาเหมือนกัน เขาบอกไว้ว่า " Cosmic Jokers มันน่าจะเป็นหนึ่งในเรื่องเล่าของ Klaus D. Mueller’s (ผู้จัดการของ Klaus Schulze) มากกว่า แน่นอนครับว่าผมทราบเรื่องที่อัลบั้มเหล่านี้ออกวางจำหน่าย และก็แน่นอนว่ามีการทำสัญญากันไว้ก่อน และผมก็ได้รับส่วนแบ่งล่วงหน้าด้วยซ้ำ แต่ทั้งหมดที่ได้มันก็เป็นแค่เงินจำนวนน้อยนิด แต่มันก็ไม่ควรจะต้องมาเถียงกันเพื่อให้ข่าวลืออย่างนี้แพร่ออกไป คุณจะพูดอะไรก็ได้เกียวกับโปรดิวซ์เซอร์อย่าง Rolf-Ulrich Kaiser แต่เท่าที่ผมรู้ ผมมองไม่เห็นเหตุผลที่จะมาบอกว่าไอ้ที่เขาทำไปน่ะมันถูกต้อง"

    เมื่อถาม Stephan Kaske จากวง Mythos ว่าได้ข่าวของ Rolf-Ulrich Kaiser กับภรรยาของเขา Gille Lettmann บ้างหรือเปล่า เขาบอกว่า "ก็ไม่เชิงหรอกครับ หลังจากที่พวกเขาเป่าสมองตัวเองด้วยยาที่พวกเขาโด๊ปกัน พวกเขาก็สูญเสียทั้งชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และสุดท้ายก็สิทธิ์ในดนตรีของพวกเขา เท่าที่ผมรู้ Dieter Dierks ได้สิทธิ์ทั้งหมดในปี 78 หรือ 79 นี่แหละ ตอนนี้องค์กรของเขา (Venus Records) เป็นผู้บริหารค่ายเพลง และจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ผม ในปี 1980 “Starmaiden” (ชื่อที่ Gille Lettmann ใช้เรียกตัวเธอเอง) เขียนจดหมายถึงผม ในจดหมายเธอก็พ่นแต่เรื่องจิตวิญญานแห่งจักรวาลแบบสุดโต่งของเธอจนเต็มไปหมด ผมก็เขียนตอบไปสั้นๆ อวยพรให้เธอโชคดี (จริงๆ) แต่จดหมายของผมถูกส่งกลับทั้งๆที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน เขียนเขียนแนบมาบนซองด้วยว่า"ต้องขอโทษที่ฉันเปิดอ่านจดหมายที่จ่าหน้าซองถึง Gille Lettmann ฉบับนี้ไม่ได้ กรุณาส่งจดหมายนี้มาอีกครั้ง จ่าหน้าซองถึง Starmaiden” ผมยังต้องบอกอะไรอีกมั๊ย?

    เมื่อว่าเรื่องราวเบื้องหลังอัลบั้มเหล่านี้จะเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง และแทบทุกคนที่เข้าร่วมในโปรเจ็คต่างก็เมายากันไประหว่างการบันทึกเสียง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยนะครับว่า แค่พิจารณาเฉพาะกระบวนการอย่างเดียว มันเป็นงานที่ท้าทายตั้งแต่แรก ที่ kaiser ได้ไอเดียที่จะสร้างดนตรีที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานจากแนวคิดในงานเขียนของ Leary และยังการด้นสดที่ให้อิสระกับนักดนตรีในการสร้างสรรค์โดยที่ไม่ต้องรู้สึกกดดัน แม้ว่าตลอดกระบวนการดีไซน์ซาวด์ดนตรีจะเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ ทั้งนักเขียนและนักดนตรีก็มั่วยามั่วเซ็กส์ไปพร้อมๆกับการบันทึกเสียง แต่เสียงที่ออกมากลับอัดแน่นไปด้วยความเนี๊ยบที่คลี่คลายความซับซ้อนอันน่าตื่นตาให้ปรากฏออกมาได้อย่างชัดเจน แต่ความเนี๊ยบก็ไม่ได้ลดทอนบรรยากาศ trip-out ในดนตรีของพวกเขาลงไปเลยครับ มันน่าจะเรียกได้ว่า คุณลักษณะ trip-out ของดนตรีในอัลบั้มนี้ (product) มันสะท้อนถึงบรรยากาศในกระบวนการผลิต (process) ที่ความสมบูรณ์แบบถูกกลั่นกรองออกมาจากความโกลาหลได้ดีทีเดียวครับ

    แทร็คในคลิพข้างล่างก็มาจากอัลบั้มชุด GALACTIC SUPERMARKET ครับ ฟังดูแล้วเหมือนกับเป็นท่อนอินโทรก่อนออกเดินทางสู่ห้วงอวกาศเลยนะครับ

    THE COSMIC JOKERS:GALACTIC SUPERMARKET
    http://www.youtube.com/v/e_icIBkF5CA
    I'm a proud snob

  4. #154

    Re: - - pass the good forward: มาแนะนำอัลบั้มเยี่ยมๆกันเหอะ - -

    ไปฟังเพลงที่ เทศกาลดนตรี Primavera Sound Festival กันมั๊ยครับ

    วงที่เล่นก็มี Marc Almond, Pavement, Wire, New Pornographers, Ganglians, Mission of Burma ฯลฯ คลิ๊กเข้าไปที่ลิ้งค์ข้างล่างได้เลยครับ ปุ่ม play อยู่บนตารางรายชื่อเพลงนะครับ


    Playlist for Live at Primavera Sound, Part 1 - May 28, 2010
    http://wfmu.org/playlists/shows/35959


    อันนี้เป็นส่วนที่สองครับ วงที่เล่นก็มี Cold Cave, Diplo, The Clean, The Slits (wow), Gary Numan (arghhh), Liquid Liquid ฯลฯ

    Playlist for Live at Primavera Sound, Part 2 - May 29, 2010
    http://wfmu.org/playlists/shows/35966
    I'm a proud snob

  5. #155
    มีส่วนร่วมกันหน่อยนะ
    สมัครเมื่อ
    18 11 11
    โพสต์
    11

หน้า 7 จากทั้งหมด 7 หน้า หน้าแรกหน้าแรก ... 567

กฎการโพสต์ข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสต์ได้
  •  
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • [VIDEO] code is เปิด
  • HTML สถานะ ปิด